วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทท. เร่งลงทุน ‘แหลมฉบัง’ รับดีมานด์ส่งสินค้า 18 ล้าน TEU

การท่าเรือฯ เผย “แหลมฉบัง” เฟส 3 คืบ 74% เร่งลงทุนระบบราง ดันขนส่งสินค้าเพิ่มเป็น 30% รับดีมานด์การขนส่งสินค้าพุ่ง 18 ล้าน TEU

KEY POINTS

  • กทท. เร่งเดินหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้าน TEU เป็น 18 ล้าน TEU ต่อปี
  • ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าภาพรวม 74% โดยงานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้าแล้ว 98% ขณะที่งานระบบสาธารณูปโภคและรถไฟอยู่ระหว่างดำเนินการ
  • โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางจาก 6% เป็น 30% โดยจะสร้างระบบรถไฟเชื่อมต่อเข้าถึงท่าเทียบเรือโดยตรงเพื่อลดปัญหาการจราจร

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ท่าเรือ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 1.14 แสนล้านบาท เฉพาะการลงทุนเป็นส่วนของ กทท. ประมาณ 49,000 ล้านบาทปัจจุบันงานก่อสร้างภาพรวมคืบหน้าแล้ว 74% แบ่งเป็น

สัญญา 1 งานก่อสร้างทางทะเล ประกอบด้วย การขุดลอกร่องน้ำ การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น และการถมทะเลเพื่อจัดเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาท่าเทียบเรือ ปัจจุบันงานส่วนนี้คืบหน้าแล้วประมาณ 98% เหลืองานเก็บรายละเอียดอีกประมาณ 2%

สัญญา 2 งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ประกอบด้วยระบบถนน ไฟฟ้า และประปา ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568 ปัจจุบันมีความก้าวหน้าประมาณ 29%

สัญญา 3 งานก่อสร้างระบบรถไฟภายในท่าเรือ เพื่อเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าจากพื้นที่หลังท่าเทียบเรือเข้าสู่โครงข่ายรถไฟ โดยมีแผนพัฒนาทางรถไฟเข้าสู่ท่าเทียบเรือฝั่ง F ระยะทางประมาณ 2,000 เมตร และฝั่ง E ระยะทางประมาณ 1,500 เมตร สถานะอยู่ระหว่างเตรียมเปิดประมูลก่อสร้าง

สัญญา 4 งานจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า รวมถึงระบบเทคโนโลยี สนับสนุนการดำเนินงานท่าเรือ สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมจัดซื้อจัดจ้าง 

นางสาวนัฐอนันตา จินดาพงศ์เจริญ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ท่าเรือแหลมฉบัง กทท. กล่าวว่า ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบัง มีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าประมาณ 11 ล้านทีอียู (TEU) ต่อปี ขณะที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าอยู่ที่ประมาณ 10.8 ล้านทีอียู ส่งผลให้ท่าเรือมีการใช้งานใกล้เต็มขีดความสามารถแล้ว

ขณะที่สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กทท. ต้องเร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อรองรับปริมาณการค้าระหว่างประเทศและความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลในอนาคตโดยตั้งเป้าขยายขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าของท่าเรือแหลมฉบังเป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี หรือเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านทีอียูจากปัจจุบัน

นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการพัฒนาแหลมฉบังระยะที่ 3 คือ การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเข้าสู่พื้นที่หลังท่า ลดการพึ่งพารถบรรทุกและเพิ่มบทบาทการขนส่งทางรถไฟ 

เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังยังพึ่งพาทางถนนเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ขณะที่ขนส่งทางรถไฟมีเพียง 6% และทางน้ำ 4% ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบท่าเรือต้องรองรับรถบรรทุกสินค้าจำนวนมาก และเกิดปัญหาการจราจรแออัด โดยเฉพาะในช่วงที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าสูง

ทั้งนี้ การพัฒนาแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จึงกำหนดให้ระบบรถไฟสามารถเข้าถึงพื้นที่หลังท่าเทียบเรือได้โดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายตู้สินค้า ลดขั้นตอนการขนถ่ายระหว่างรูปแบบการขนส่ง และรองรับนโยบายเพิ่มสัดส่วนขนส่งสินค้าทางรางเป็น 30% โดยหากบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สัดส่วนขนส่งทางรางจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากระดับประมาณ 6% ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ