สรุป 22 ประเด็นสำคัญ จากเวทีการประชุม IMF World bank ที่กรุงเทพวันที่ 12-18 ต.ค. มีหลายเรื่องที่น่าสนใจและโลกต้องรู้ เพื่อเป็น key takeaways สำคัญของโลก
KEY POINTS
- สรุป 22 ประเด็นสำคัญ จากเวทีการประชุม IMF World bank ที่กรุงเทพวันที่ 12-18 ต.ค. มีหลายเรื่องที่น่าสนใจและโลกต้องรู้
- ประเด็นสำคัญเช่น เอเชียถูกยกให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ IMF เตือนให้รัฐบาลทั่วโลกดำเนินนโยบายการคลังที่รัดกุมและคงดอกเบี้ยสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
- เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการส่งออกและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา แต่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กันไป
- ธนาคารโลกเน้นย้ำถึงการสร้างงานผ่านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและรองรับแรงงานเยาวชนจำนวนมหาศาล
- ความท้าทายสำคัญที่ทั่วโลกเผชิญคือปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง วิกฤตราคาพลังงานและอาหาร และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลกหรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 (IMF-World Bank2026) เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ที่จะปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันนี้
ตลอดการประชุม และหารือของผู้นำในแวดวงการเงิน-การคลังโลก ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นสำคัญที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเข้มข้น
“กรุงเทพธุรกิจ” ได้สรุปประเด็นที่มีการหารือและนำเสนอในการประชุมครั้งนี้เป็น 22 ข้อสำคัญ (key takeaways) ที่โลกได้รู้
จากเวที IMF - World Bank 2026
1.‘เอเชีย’ เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจโลก
IMF เปิดตัวรายงานเรือธงประจำปีฉบับใหม่ล่าสุดภายใต้หัวข้อ “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges”ซึ่งมองภูมิภาคเอเชียเติบโตและประสบความสำเร็จหลายทศวรรษที่
ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาเศรษฐกิจเอเชียคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด และปี 2026 บทบาทเอเชียเพิ่มสูงขึ้นเป็นพิเศษ โดยเศรษฐกิจเอเชียสร้างสถิติใหม่ ด้วยสัดส่วนขยายตัวคิดเป็นถึง 68% ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด
2.เตือนรัฐบาลทั่วโลกเลิกแจกเงินแบบหว่านแห
IMF เปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: Resilience Under Strain, Urgent Choices) โดยส่งสัญญาณเชิงนโยบายชัดเจนถึงรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก โดยระบุว่านโยบายการคลังต้องรัดเข็มขัด
แต่ละรัฐบาลต้องเร่งลดยอดขาดดุลงบประมาณและสกัดหนี้สาธารณะ รวมถึงยกเลิกการมาตรการแจกเงินแบบหว่านแห และจำกัดมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพให้เป็นแบบเฉพาะกลุ่มเปราะบางและมีกรอบเวลาชัดเจนเท่านั้น
ขณะที่นโยบายการเงินต้องตรึงดอกเบี้ย ธนาคารกลางต้องรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย และคงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่เข้มงวดเพียงพอ เพื่อสกัดไม่ให้ราคาสินค้าแพงลุกลามจนคุมไม่อยู่ในระยะยาว
3.อานิสงส์บูม AI ตัวช่วยพยุงส่งออก
IMF ระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกโตไม่ทั่วถึง แต่ไทยในฐานะสมาชิกกลุ่มประเทศ ASEAN-5 ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยเฉพาะกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Hardware) จากผู้ผลิตชั้นนำในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเข้ามาช่วยหนุนภาคการผลิตและการส่งออกของไทยได้บางส่วน
AI มีบทบาทมากต่อการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยปี 2023- 2025 การค้าโลกขยายตัวสะสม 8.3% แต่การค้าในสินค้าที่เกี่ยวข้อง AI เติบโตสูงถึง 29% หากตัดสินค้ากลุ่ม AI ออกไป การค้าโลกจะขยายตัวเพียง 4.6%
4.แก้ยากจนไม่หยุดแค่มอบเงินช่วยเหลือ
ธนาคารโลกเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้หยุดอยู่แค่การมอบเงินช่วยเหลือ แต่ต้องเน้นการสร้างโอกาสผ่านการทำงาน ท่ามกลางภาวะงบประมาณภาครัฐและเงินช่วยเหลือตึงตัว ธนาคารโลกจึงปรับกลยุทธ์ดึงภาคการกุศลและเอกชนเสริมทัพ
ปัจจุบันสนับสนุนเงินช่วยเหลือการพัฒนา (ODA) คิดเป็น 1 ใน 5 หรือ 1.5–2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ควบคู่ไปกับการระดมทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างงานถึง 90% ของโลก
5.Small AI สร้างโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนา
ธนาคารโลก มองว่า ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี AI ที่มีขนาดใหญ่หรือล้ำหน้าที่สุดเสมอไป แต่ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเองเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้จริง ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “Small AI”
ทั้งนี้ จะแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นแอปพลิเคชันใช้งานจริง เช่น การคัดกรองโรคผิวหนังทางไกลในอินโดนีเซีย หรือการถ่ายภาพวิเคราะห์โรคพืชในอินเดีย
6.ทางรอดธุรกิจเล็กติดกับดักภัยพิบัติ
วิกฤติภูมิอากาศกำลังเพิ่มต้นทุนและซ้ำเติมความเปราะบางของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะความเสียหายจากน้ำท่วมและแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่การเข้าถึงเงินทุนและเครื่องมือประกันภัยยังเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ
ธนาคารโลกเสนอให้บูรณาการนโยบาย MSMEs เข้ากับการเงินสีเขียวและกลไกประกันภัย เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติและรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่มีทรัพยากรจำกัดในการปรับตัว
7.ประเทศกำลังพัฒนาค้าขายกันเองมากขึ้น
ธนาคารโลก มองการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการค้าโลก 30-40 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 4 เท่า และสัดส่วนการค้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มเท่าตัว สิ่งที่น่าสนใจคือ 50% ของการค้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นการค้าขายกันเอง ซึ่งสะท้อนรูปแบบการค้าที่เคยพึ่งพาตลาดส่งออกประเทศพัฒนาแล้วได้เปลี่ยนทิศทาง
ขณะที่ความสำเร็จของอาเซียนค้าขายในภูมิภาค 50-55% เป็นภูมิภาคที่เหนียวแน่นทางการค้าสูงมากเมื่อเทียบเอเชียใต้ แอฟริกา หรือลาตินอเมริกา แม้ทศวรรษที่ผ่านมาจะลงนามข้อตกลงการค้าทวิภาคีและพหุภาคี 100 ฉบับทั่วโลก แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ขาดการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง ธนาคารโลกจึงเสนอเร่งลดอุปสรรคการค้า
8.ต้องเร่งสร้างงานให้เยาวชน 1,200 ล้านคน
ธนาคารโลกชี้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีเยาวชนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก้าวสู่วัยทำงานสูงถึง 1,200 ล้านคน ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษาที่ดี จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ
ในการสร้างงานรองรับ 75% ของการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนามาจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ธนาคารโลกจึงเปิดตัวยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อสนับสนุน MSMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างงานในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำหรือประสบภาวะความขัดแย้ง
9.อาเซียนควรเร่งรวมตัวรับยุคโลกแบ่งขั้ว
ขณะที่โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจต่อเนื่องทั้งวิกฤติโรคระบาด สงคราม และราคาพลังงาน เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่น (Resilience) มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคล่องตัวและการปรับตัวรวดเร็วของภาคเอกชน รวมถึงการที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ได้สะสมกันชนนโยบายไว้ดี
ธนาคารโลกเห็นว่าไทยและอาเซียน เร่งรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ลึกซึ้งขึ้น ทลายอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และสร้างความเชื่อมโยงทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อใช้ประโยชน์จากความเหนียวแน่นทางการค้าในภูมิภาคที่เป็นทุนเดิม ในการสร้างภูมิคุ้มกันและโอกาสใหม่ในวันที่การค้าโลกกำลังแบ่งขั้ว
10.ยุทธศาสตร์ 4 ข้อปลดล็อกเงินทุน MSME
ธนาคารโลก มอง MSME เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา คิดเป็น 90% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และรองรับการจ้างงาน 75% ขณะที่อีก 10-15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรในประเทศกำลังพัฒนา 1,200 ล้านคนเข้าสู่วัยแรงงาน แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มสร้างงานรองรับได้เพียง 420 ล้านตำแหน่ง
ทั้งนี้เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว ธนาคารโลกเสนอ 4 ยุทธศาสตร์ใช้ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับ MSME ได้แก่ การทำให้ธุรกิจมีตัวตนในระบบ, การเชื่อมโยงธุรกิจกับตลาดและบริการ, การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และขยายช่องทางเข้าถึงเงินทุน
11.ปัญหาพื้นที่การคลัง “โจทย์ท้าทายรัฐบาล”
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาคือ “ข้อจำกัดด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะในระดับสูง” หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤติต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ไปถึงความตึงเครียดจากสงคราม และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลหลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดมากขึ้น
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารโลกมองว่ารัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างไรระหว่างการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI กับการลงทุนในทุนมนุษย์ เช่น การศึกษา ซึ่งต่างก็มีความสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว
12.ผนึกกำลังนานาชาติขับเคลื่อนประกันสุขภาพ
ธนาคารโลกขับเคลื่อนเป้าหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และภาคีเครือข่ายระดับโลก จัดทำ “ข้อตกลงระดับประเทศ” ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศเป็นผู้กำหนดทิศทางความต้องการของตนเอง พร้อมดึงแหล่งเงินทุนจากพันธมิตร เช่น Gavi และ Global Fund เข้ามาร่วมสนับสนุนให้ตรงจุด
นอกจากนี้ จัดตั้ง UHC Knowledge Hub เพื่อเชื่อมโยงกระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่างๆ ให้มาทำงานร่วมกันเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ในการวางแผนปฏิรูประบบการเงินด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
13.Great Repression เงินออมแบกหนี้ประเทศ
ท่ามกลาง “หนี้สาธารณะ” ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก IMF ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วอาจหวนกลับไปใช้นโยบายเดิมที่เคยมีบทบาทสำคัญในการ “ลดหนี้” หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นคือ “Financial Repression” หรือการใช้นโยบายและกฎระเบียบทางการเงินเพื่อกดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลให้ต่ำกว่าระดับตลาด โดยที่ประชาชนผู้มีเงินออมเป็นผู้แบกรับภาระทางอ้อม
การลดหนี้ในลักษณะนี้ไม่มาจากประกาศขึ้นภาษีหรือมาตรการรัดเข็มขัดที่ชัดเจน แต่ดำเนินการทางอ้อมผ่านระบบการเงิน โดยใช้กฎระเบียบทั้งจูงใจหรือกดดันให้ธนาคารและสถาบันการเงินถือครองพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าที่ควรจะเป็นตามกลไกตลาด ส่งผลให้รัฐบาลระดมทุนได้ในต้นทุนต่ำ แต่ผู้ที่แบกรับภาระทางอ้อมคือเงินฝากของและเงินลงทุนของประชาชนที่ได้รับผลตอบแทนน้อยลง
14.ความเสี่ยงพลังงานยังไม่จบกระทบเอเชีย-แปซิฟิก
IMF มองเศรษฐกิจของเอเชียและแปซิฟิกยังแสดงถึงความยืดหยุ่นที่โดดเด่นท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก โดยทิศทางเศรษฐกิจถูกกำหนดโดย 3 แรงขับเคลื่อน ได้แก่
1.วิกฤติราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาคที่พึ่งการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง โดยเอเชีย-แปซิฟิกมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงาน 4% ของจีดีพี และเฉพาะอาเซียน 7% ของจีดีพี โดยเกือบครึ่งหนึ่งต้องนำเข้า
2.กระแสเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์เร่งตัวตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นยอดส่งออก การลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์มหาศาล
3.ผลกระทบจากการค้า และภาษีศุลกากร จากการปรับขึ้นภาษีในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งหลายประเทศรับมือได้ดีกว่าคาด ผ่านการกระจายตลาดส่งออก และการขยายตัวของการค้าภายในภูมิภาค
15.พัฒนา ‘ทุนมนุษย์’ กระจายการเข้าถึง AI
IMF มองว่าแต่ละประเทศไม่ควรหยุดเพียงการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ แต่ต้องสนับสนุนให้กระจายการใช้งาน AI ทุกภาคส่วน และประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
การพัฒนาทักษะทุนมนุษย์เป็นกุญแจสำคัญของอาเซียน ซึ่งสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดใน 4 มิติ คือ การยกระดับทักษะแรงงาน, การปรับระบบการศึกษาให้มุ่งเน้น, และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
สิ่งที่ AI จะมาเปลี่ยนแปลง คือ การปรับโครงสร้างงานไม่ใช่กำจัดงาน โดยแม้ระยะแรกความต้องการจ้างงานในตำแหน่งที่ AI มาแทนที่จะลดลง 10% แต่ตัวเลขดังกล่าวเริ่มนิ่งแล้ว ในทางกลับกันความต้องการแรงงานที่มีความพร้อม และมีทักษะในการทำงานร่วมกับ AI กลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อน AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมากกว่าการเข้ามาทดแทนแรงงานทั้งหมด
16.AI โตเร็วแต่ผลต่อผลิตภาพยังต้องพิสูจน์
IMF มอง AI เป็นเทคโนโลยีที่แพร่กระจายเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสร้างโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากให้แก่ประเทศที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าของ AI (AI Value Chain) แต่ประเทศที่เข้าถึงโอกาสเป็นเพียงส่วนน้อย ขณะที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินเริ่มเป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องติดตาม
โลกอยู่ช่วงเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่าน โดยผลที่เห็นส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคคล มากกว่าการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพในวงกว้าง โดยมีการอ้างถึง “กฎของอามารา” (Amara’s Law) ซึ่งอธิบายว่า ผู้คนมักประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ในระยะสั้นสูงเกินไป แต่ประเมินผลกระทบระยะยาวต่ำเกินไป
17.เศรษฐกิจเสี่ยงสูง 'นโยบายการเงิน-การคลัง’ ต้องรอบคอบ
ความเสี่ยงของภูมิภาคระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเชิงลบทั้งความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ขีดจำกัดพลังงานสำรอง รวมถึงความเสี่ยงจากเอลนีโญ นอกจากนี้หนี้สาธารณะที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 โดย IMF มองพื้นที่การคลังแคบลงจากการทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล หนี้สาธารณะสูงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกสูงขึ้นทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายการคลังรอบคอบขึ้น
ในเชิงนโยบาย IMF เน้นย้ำให้ธนาคารกลางในภูมิภาครักษาเสถียรภาพด้านราคา และคงความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ส่วนนโยบายการคลังควรปรับสมดุลทางการคลังที่เป็นมิตรกับการเติบโต โดยยึดหลักการสำคัญ “ปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องราคา” หรือ Protect people, not prices โดยเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาพลังงานโดยรวมเป็นการเน้นช่วยเฉพาะกลุ่ม
18.‘เฟด’ ไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
“เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดที่เหลือ 2 ครั้งของปีนี้ โดยยืนยันไม่คาดการณ์หรือตัดสินใจล่วงหน้าก่อนการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)
ทั้งนี้เฟดจะพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงแต่ละช่วงทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ ก่อนตัดสินใจในการประชุมเดือน ต.ค.และ ธ.ค.นี้ หลังจากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.พัฒนาการของเศรษฐกิจโลกช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามที่เฟดคาดการณ์ไว้
19.AI เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่สุดในชีวิต
อีกประเด็นที่ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ แสดงความเห็นเป็นเรื่อง AI ที่ระยะสั้นส่งผลต่อเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ก่อน โดยการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่นี้กำลังทำให้ความต้องการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ประโยชน์จาก AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และผลิตภาพของเศรษฐกิจ “ยังไม่ปรากฏชัดเจนในทันที” จึงเป็นประเด็นที่ธนาคารกลางต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินเฟ้อ
ขณะที่ระยะกลาง AI จะกลายเป็นแรงส่งเชิงบวกต่อด้านอุปทานของเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศที่สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลิตภาพ และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น
20.ขึ้นดอกเบี้ยวันนี้ ดีกว่าต้องขึ้นแรงวันหน้า
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ “ภาระหนี้สาธารณะ” ที่อยู่ระดับสูง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็เผชิญต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณพัฒนาเศรษฐกิจและช่วยประชาชนน้อยลง
แรงกดดันเงินเฟ้อยังผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002, 2009 และ 1996 ตามลำดับ
คริสตาลีนา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF สนับสนุนท่าทีเฟด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มองการขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าปล่อยให้เงินเฟ้อรุนแรงจนต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าเดิมในอนาคต
21.วิกฤติราคาอาหาร “ผลกระทบเสถียรภาพการคลัง”
IMF เปิดเผยข้อมูลช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญวิกฤตการณ์ใหญ่ 5 ครั้งติดต่อกัน นับตั้งแต่โควิด-19 และล่าสุด “เอลนีโญ” ที่กระทบกดดันต่อความมั่นคงทางอาหารทุกทวีป
ราคาอาหารโลกสูงขึ้นอีกครั้ง โดยราคาข้าวพุ่งขึ้น 50% ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 37% และถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 21% ซึ่งความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นกระทบอย่างหนักต่อภูมิภาคซาเฮล แหลมแอฟริกา อเมริกากลาง เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
22.พลังประชาชนสำคัญสุดในการต้านคอร์รัปชัน
ประเด็นคอร์รัปชันเป็นอีกเรื่องที่มีการพูดถึงในการประชุมครั้งนี้ โดยที่ผ่านมา IMF เคยให้ความสำคัญมากแต่มีบทบาทลดลงในรายงานประเมินเศรษฐกิจไทยฉบับล่าสุด ซึ่งคริสตาลีนา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ว่า ได้ระบุถึงพลังสำคัญสุดในการต่อต้านคอร์รัปชัน คือ ประชาชนภายในประเทศที่ร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ
IMF ยังคงติดตามประเด็นธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้จัดทำเนื้อหาเฉพาะในรายงานทุกปี โดยเห็นว่าความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง





