WHA ถอดรหัส "AI ปฏิวัติ SME" ทลายล็อกงานหลังบ้าน ชูเคสจริงจ่าย 700 บาท ทดแทนแรงงาน 3 คน หั่นค่าคอนซัลต์องค์กรใหญ่ 70% ดัน "Data Center - Automation" เครื่องยนต์ใหม่สู้โจทย์ "สังคมสูงวัย" หนุนภาครัฐบาลานซ์ EV-ICE ยึดฐานส่งออกโลก
KEY POINTS
- ณัฐพรรษ ตันบุญเอก Group CFO ของ WHA ชี้ว่า AI คือ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" (Game Changer) สำหรับ SME โดยยกตัวอย่างการใช้ AI ค่าบริการเพียง 700 บาท/เดือน สามารถทำงานหลังบ้านทดแทนแรงงาน 2-3 คน ซึ่งช่วยลดต้นทุนจากหลายหมื่นบาทได้อย่างมหาศาล
- WHA Group ได้นำ AI มาใช้ลดค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีจาก 1 ล้านบาท เหลือเพียง 3 แสนบาท แต่ชี้ว่าอุปสรรคของ SME ไทยคือมองไม่เห็นภาพการใช้งานจริง จึงเสนอให้รัฐสร้างศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) และแสดงกรณีศึกษาจริง (Real Use Case)
- WHA มองว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ของไทยคือกลุ่ม Data Center & Digital Economy, Automation & Robotics ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับประเทศ
- การเข้ามาของเทคโนโลยี Automation, Robotics และ AI ถือเป็น "จังหวะที่ลงตัว" (Right Timing) ที่จะเข้ามาช่วยทดแทนและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มตัว
นายณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินกลุ่ม (Group CFO) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยถึงทิศทางการปรับตัวของภาคธุรกิจและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่คือ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" (Game Changer) ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงการเป็นเครื่องมือบริหารจัดการต้นทุนขององค์กรระดับมหาชน
นายณัฐพรรษ ได้ฉายภาพปัญหาจริงของ SME ไทย ผ่านกรณีศึกษาธุรกิจการค้าและออนไลน์ขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 4 คน ซึ่งมักประสบปัญหา "งานหลังบ้าน" อย่างรุนแรง ทั้งการทำเอกสาร บัญชี ใบส่งของ และการคีย์ข้อมูลค่าใช้จ่ายที่ต้องทำข้ามคืนถึงตี 1-ตี 2 เนื่องจากไม่มีศักยภาพพอที่จะจ้างนักบัญชีประจำ หรือซื้อโปรแกรมบัญชีราคาแพง
จากการทดลองนำเครื่องมือ AI generative (เช่น Copilot หรือ ChatGPT) ค่าบริการเพียง 700 บาทต่อเดือน เข้ามาประยุกต์ใช้ เพียงนำไฟล์ใบเสร็จ ใบส่งของ หรือเอกสารค่าใช้จ่ายไปวางไว้ในโฟลเดอร์ AI ก็สามารถประมวลผล จัดการงานเอกสาร และสรุปข้อมูลหลังบ้านได้แบบเรียลไทม์
"ด้วยเงิน 700 บาทต่อเดือน SME สามารถเพิ่มศักยภาพการทำงานหลังบ้านเทียบเท่ากับการจ้างพนักงาน 2-3 คน ซึ่งหากต้องจ้างแรงงานคนจริงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาทต่อเดือน แม้ในอนาคตราคาบริการ AI จะปรับขึ้นเป็น 1,000–1,200 บาท ก็ยังถือว่าคุ้มค่ากว่าการจ้างแรงงานคนอย่างมาก"
โชว์เคสใช้ AI หั่นค่าที่ปรึกษาบัญชีจาก 1 ล้าน เหลือ 3 แสน
นอกจากภาค SME แล้ว ในฝั่งขององค์กรขนาดใหญ่อย่าง WHA Group ได้มีการนำ AI มาปรับใช้ในงานการเงินและบัญชีเชิงลึก โดยเฉพาะการวิเคราะห์มาตรฐานการรายงานทางการเงินใหม่ (Accounting Standard)
โดยปกติหากเกิดมาตรฐานบัญชีใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ผู้สอบบัญชี (Auditor) จะแนะนำให้จ้างบริษัทที่ปรึกษา (Consultant) ทำเอกสารและโมเดล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,000,000 บาท แต่ WHA ได้ใช้ AI ช่วยยกร่างเอกสาร ทำโมเดลวิเคราะห์ และประเมินข้อกำหนดเบื้องต้นเพื่อนำไปหารือกับ Auditor
ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาลดลงเหลือเพียง 300,000 บาท หรือประหยัดต้นทุนไปได้กว่า 70% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI ไม่เพียงช่วยเรื่องความเร็ว แต่ยังช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจให้คนในองค์กรไปต่อรองและทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จี้จุดอ่อน "SME ไทย" นึกภาพไม่ออก-โชว์แต่ความเก่ง
สำหรับอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ SME ไทยยังเข้าไม่ถึง AI คือ ภาพจำและการมองไม่ออกว่า AI จะเข้ามาแก้โจทย์ธุรกิจของตนเองได้อย่างไร ขณะที่เนื้อหาเกี่ยวกับ AI ในสื่อโซเชียลมีเดียของไทยส่วนใหญ่มักเน้นโชว์ว่า AI "เก่งแค่ไหน" แต่ขาดการสาธิตกรณีศึกษาการใช้งานจริง (Real Use Case) โดยเสนอแนะถึงภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ
1. สร้างศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) และ Real Use Case นำตัวอย่างการแก้ปัญหาจริงมาแสดงให้ SME เห็น เพื่อให้เข้าใจว่าสามารถนำไปดัดแปลงใช้กับโจทย์ธุรกิจของตนเองได้อย่างไร
2. ส่งเสริมแพลตฟอร์ม AI Service สนับสนุนกลุ่มผู้พัฒนาที่นำ AI มาทำเป็นบริการสำเร็จรูป (AI Service) ที่ใช้งานง่ายและเหมาะกับบริบท SME ไทย
3. หลักการเริ่มต้นของ SME SME ต้องเริ่มจากการ "รู้ว่าตนเองต้องการอะไร" หรือดูตัวอย่างจากผู้ที่ทำสำเร็จ แล้วนำมาปรับใช้กับกระบวนการทำงานของตนเอง
เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ & รับมือ "สังคมสูงวัย"
ในมิติของเศรษฐกิจภาพรวม นายณัฐพรรษ มองว่า เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engines) ของไทยที่จะเติบโตอย่างโดดเด่น ประกอบด้วย 1. Data Center & Digital Economy รวมถึง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และพลังงาน (Energy) ที่เกี่ยวข้อง 2. Semiconductor & High-Tech Components 3. Biotech, Automation & Robotics
ที่น่าสนใจคือ การเข้ามาของเทคโนโลยี Automation, Robotics และ AI ถือเป็น "จังหวะเวลาที่ลงตัวอย่างยิ่ง" (Right Timing) สำหรับประเทศไทย เนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มตัว และประสบปัญหาแรงงานลดลง
"หากเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาเร็วเกินไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในขณะที่ไทยยังมีแรงงานจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่การเข้ามาในช่วงเวลานี้จะเข้ามาช่วยทดแทนและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้อย่างพอดี"
WHA ยึดไทยเป็นฐานส่งออกโลก
สำหรับประเด็นอุตสาหกรรมยานยนต์ นายณัฐพรรษ ให้ความเห็นถึงการปรับนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ของภาครัฐว่า เป็นการปรับสมดุล (Balance) ที่ถูกต้องช่วยพยุงทั้งผู้ผลิตรายเดิมและผู้ผลิตรายใหม่
ในส่วนของค่ายรถยนต์ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA ยังคงเชื่อมั่นและวางประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก (Export Hub) โดยเริ่มเห็นค่ายรถยนต์รายใหม่ๆ ปรับแผนจากการนำเข้า มาเป็นการตั้งสายการผลิตในประเทศไทยเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง





