สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ ฯ และยุโรป ( 30 พ.ย. – 7 ธ.ค. 2559)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯปรับตัวขึ้น DJIA +2.23%, DAX 3.26%, CAC ฝรั่งเศส +2.54% และ FTSE 100 1.75% นำโดยกลุ่มพลังงานภายหลัง OPEC มีมติลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ประกอบกับการปรับตัวขึ้นของกลุ่มธนาคารหลังเก็งกำไรผลการประชุม ECB ในคืนวันที่ 8 ธ.ค.
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน ( 30 พ.ย. – 7 ธ.ค. 2559)
ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงกดดันโดยกลุ่มนำเข้า/ส่งออกภายหลังจากค่าเงินที่หยวนผันผวนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังงานและธนาคารปรับตัวขึ้นเด่นพยุงดัชนี ปิดลดลงเล็กน้อยที่ -0.86% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่บางเบา หลังนักลงทุนปรับลดน้ำหนักการลงทุนเพื่อปิดความเสี่ยงจากการประชุม ECB
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 30 พ.ย. – 7 ธ.ค. 2559)
SET INDEX ปรับตัวขึ้น ณ ที่ระดับ 1,520.53 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.29 จุด +0.68% นำโดยกลุ่มธนาคารและหุ้น BIG CAP หลักๆ เช่น SCC / PTT / AOT ปรับตัวขึ้นเด่นจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามายังประเทศ หลังทราบผลประชามติร่างรัฐธรรมณูญของอิตาลีในคืนวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (9-15 ธ.ค.)
เรายังมีมุมมองเป็น “กลางถึงบวก” ต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2559 พร้อมยืนยันภาพการเคลื่อนไหว SET INDEX ลักษณะ sideways-to-sideways-up ขึ้นไปทดสอบด่านสำคัญทางจิตวิทยา 1,550 จุดภายในสิ้นปีนี้ ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังต่อไปนี้
1. เม็ดเงินทุนต่างชาติคาดว่าจะกลับมา Covered Short ตลาดหุ้นไทยที่ขายสุทธิไปอย่างหนาแน่นในเดือนพ.ย. เท่ากับ 3.69 หมื่นล้านบาท และ/หรือ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อสอดคล้องกับมุมมองการลงทุนในปี 2560 ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวของนักลงทุนต่างชาติในช่วงครึ่งหลังของเดือนธ.ค.
2. เม็ดเงินจากกองทุน LTF / RMF เราคาดว่าจะมากถึง 4.0 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้ เพราะตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา เม็ดเงิน LTF / RMF ค่อนข้างจำกัด จากภาพ SET INDEX ที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เรามองว่า เม็ดเงินทุนต่างชาติจะเด่นต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของเดือนธ.ค.จะเป็นการทยอยลงทุนของกองทุนภายในประเทศ จากเม็ดเงินใหม่ LTF / RMF ที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าปัจจัยเด่นสัปดาห์หน้าจะเป็นเรื่องการประชุมเฟดวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ตลาดคาดว่าเฟดจะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.50-0.75% จากปัจจุบัน 0.25-0.50% และประเด็นนี้ได้สะท้อนกลับมายังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าไปแล้วเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ยืนเหนือ 100 จุดนับตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา
ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรายืนยันให้นักลงทุนถือพอร์ตการลงทุนเพื่อรอขายทำกำไรที่ 1,550 จุด +/- พร้อมเข้าเก็งกำไรหุ้นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play / Big Cap เมื่อมีการย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า
1. ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 14 ธ.ค. และ BoE วันที่ 15 ธ.ค.
2. ติดตามการประชุมครม. วันที่ 13 ธ.ค. คาดว่าจะมีการพิจารณาโครงการช็อปช่วยชาติ #2 วงเงิน 15,000 บาท และระยะเวลา 15-31 ธ.ค.
3. ช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย วันที่ 12 ธ.ค. ปิดทำการ
4. ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตฯ ของจีน / ดัชนีทังคัง ของญี่ปุ่น / ยอดค้าปลีก ของสหรัฐฯ / การจ้างงาน ของอียู / ภาวะการจ้างงานอังกฤษ








