ย้อนรอยหนี้ “กองทุนฟื้นฟูฯ” ที่ “ภาครัฐ” และ “เอกชน” มีส่วนร่วมในการก่อ ซึ่งเป็นหนี้ก้อนสูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยกว่า 1.3 ล้านล้านบาท
ผ่านไปเกือบ 20 ปี มูลหนี้ลดลงเพียง 3.5 แสนล้านบาท ปัจจุบันยังคงมีหนี้ค้างอยู่ในระบบเพื่อรอการชำระอีกกว่า 9.4 แสนล้านบาท
เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย(พ.ร.บ.ธปท.) (ฉบับที่…) พ.ศ… ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ โดยสาระสำคัญของ ร่างพ.ร.บ.ธปท. ฉบับนี้ เป็นเสมือนการ “คืนอำนาจ” ให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(เอฟไอดีเอฟ) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “กองทุนฟื้นฟูฯ”
สาเหตุการคืนอำนาจให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่มีการก่อตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ปี 2551 ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ธปท. (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพื่อยุติบทบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ ในการช่วยเหลือสถาบันการเงิน ผู้ฝากเงิน หรือเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินในกรณีที่สถาบันการเงินประสบวิกฤติการเงินร้ายแรง เพื่อให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากเข้าทำหน้าที่แทน
ทว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีหน้าที่เพียงการคุ้มครองเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจในการเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น และตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมา ก็ยังไม่มีการตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือด้านการเงินแก่สถาบันการเงินแต่อย่างใด ..ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาที่ ภาครัฐ เสนอให้ คืนอำนาจ แก่กองทุนฟื้นฟูฯ
กองทุนฟื้นฟูฯ จัดตั้งขึ้นในปี 2528 เพื่อเป็นกลไกแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกิดวิกฤตสถาบันการเงิน มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านฐานะตามความจำเป็น รวมทั้งดูแลให้สถาบันการเงินสามารถฟื้นตัวและดำเนินกิจการต่อไปได้ เช่น ให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน ซื้อหรือเข้าถือหุ้นในสถาบันการเงิน
ขณะเดียวกัน ยังสามารถจัดตั้งบริษัท เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นสถาบันการเงิน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับโอนกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจำหน่ายออกไป ตลอดจนการแปลงหนี้เป็นทุน โดยการทำการตกลงกับเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินหรือวิธีการอื่นใด เป็นต้น
ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถือเป็นช่วงที่ กองทุนฟื้นฟูฯ รับภาระหนักสุด เพราะต้องเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหาตามนโยบายรัฐบาล จนมีหนี้ที่ภาครัฐต้องชดเชยรวมมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี หนี้ส่วนนี้ยังคงสูงถึง 9.48 แสนล้านบาท หรือลดลงไปประมาณ 3.5 แสนล้านบาทเท่านั้น
ย้อนไปดูกระบวนการชำระหนี้ก้อนดังกล่าว ช่วงแรก 2541-2555 รัฐบาลใช้วิธี ให้ ธปท. “รับภาระหนี้เงินต้น” โดยใช้วิธีนำ “กำไรสุทธิ” จากการดำเนินงานของ ธปท. และทรัพย์สินในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา มาจ่ายคืนหนี้
ขณะที่ รัฐบาล “รับภาระจ่ายดอกเบี้ย” ..แต่ช่วงเวลาดังกล่าว ธปท. แทบไม่มีกำไรจากการดำเนินงาน ทำให้หนี้ส่วนนี้ลดลงเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.14 ล้านล้านบาท หรือลดลงไปประมาณ 1.6 แสนล้านบาทเท่านั้น
จนกระทั่งเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รัฐบาลมีความจำเป็นต้อง หางบประมาณเพิ่มเติมมาใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จึงเริ่มมองว่า งบประมาณที่ต้องเจียดไปจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้ก้อนนี้ ซึ่งตกปีละ 4-6 หมื่นล้านบาท เป็นภาระอันใหญ่หลวง จนเป็นที่มา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องออก พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ(พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2555
วัตถุประสงค์การออก พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจากงบประมาณ โดยแหล่งเงินที่ใช้ในการชำระหนี้ นอกจากให้นำส่งเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนฯ ไปสมทบเพื่อการชำระหนี้ ร่วมกับการนำกำไรและเงินจากบัญชีผลประโยชน์ของ ธปท. ซึ่งเป็นแหล่งเงินเดิมในการชำระหนี้แล้ว
นอกจากนี้ยังกำหนดให้ สถาบันการเงิน ต้องนำส่งเงิน 0.46% ของฐานเงินฝากและตั๋วแลกเงิน(บี/อี) เพื่อใช้ชำระหนี้ก้อนดังกล่าวด้วย ..นับเป็นครั้งแรกที่มีการดึง สถาบันการเงิน เข้ามามีส่วนร่วมในการชำระหนี้ที่มีมูลค่ามหาศาล
อย่างไรก็ตาม แม้จะเพิ่มเติมแหล่งเงินเพื่อการชำระหนี้ โดยให้ สถาบันการเงิน มีส่วนร่วม แต่ดูเหมือนหนี้ก้อนนี้ ยังคงลดลงเพียงเล็กน้อย โดยข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนต.ค.2559 หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มียอดคงค้างราว 9.48 แสนล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1.9 แสนล้านบาท ..ถ้าเป็นเช่นนี้ คงต้องใช้เวลาอีกกว่า 10 ปี กว่าหนี้ก้อนนี้จะหมดไป








