คอนเทนท์เราไม่แพ้ใคร เป้าหมายคือ Asia's top investment advisor
Setscope อีกหนึ่ง FinTech ไทยที่ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปีในการขยายกลุ่มผู้ใช้ที่เพิ่มจากหลักร้อยสู่หลัก 54,000 คนในปัจจุบัน
สองผู้ก่อตั้ง ธานินทร์ แซมมณี และ วิรัช ลีนะวงศ์อนันต์ รวมตัวกันหลังจากสั่งสมประสบการณ์ 10 ปี จาก Thomson Reuters
โดย ธานินทร์ ทำงาน 10 ปี ในงานด้านการพัฒนา Product ส่วน วิรัช ทำงานเป็นเวลา 10 ปีเช่นกัน ทางด้าน Tech เช่นกัน
งานนี้เกิดขึ้นจากความชอบส่วนตัวที่ลงทุนในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ยังทำงานบริษัทแล้วเห็นถึงปัญหาของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่มักเจอะเจอ อาทิ ขาดเครื่องมือการวิเคราะห์เชิงลึก แล้วก็ไม่รู้ว่าหุ้นที่ซื้อไปนั้นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน
“บางคนซื้อหุ้นไปแล้ว 3 เดือนผ่านไป มาดูอีกครั้ง หุ้นลง โดยที่ไม่รู้ว่าเพราะสาหตุอะไร หรือในบางครั้งหุ้นตัวนั้นขึ้น ก็ไม่รู้ด้วยว่าเพราะสาเหตุอะไร
ตอนนั้นก็เลยคิดที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาใช้เองแล้วก็ส่งให้เพื่อนๆ ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มเมลแล้วส่งหุ้นให้ซึ่งก็ได้รับคอมเม้นท์ระดับหนึ่ง
แต่ที่ได้คอมเม้นท์ได้ดีมากๆ คือการเข้าไปเป็น 10 ทีมสุดท้ายของ Startup bootcampที่สิงคโปร์” ธานินทร์ แซมมณี CEO Setscope กล่าว
ประสบการณ์การเข้าร่วม Startup bootcampที่สิงคโปร์ ทำให้ได้เห็นมุมมองในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าว่าต้องการอะไร
สิ่งที่พบคือ พฤติกรรมนักลงทุนมีหลายแบบด้วยกัน บางคนดูที่คุณภาพเป็นหลัก ไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่ก็สู้ แต่บางรายสนใจเรื่อง timing เป็นหลัก
ขณะที่เครื่องมือหุ้นที่ Setscopeสร้างขึ้นจะเน้นที่คุณภาพ จากนั้นทำการวิเคราะห์หุ้นทุกตัวในตลาดในเชิงสุขภาพทางการเงิน ประสิทธิภาพการทำกำไร จังหวะเข้าซื้อ และความเห็นจากนักลงทุนคนอื่นๆ ในเชิงลึก
รวมถึงการมองกลับไป5ปีย้อนเพื่อสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจของบริษัทนั้นๆ มีอัตราการเติบโตจริง
“เราเป็นเจ้าเดียวที่ทำทั้ง forward test และ back test รวมทั้งสามารถทำ capital gains ในช่วง 6 เดือนของปีนี้ได้ถึง 22% ที่สำคัญคือ Setscope ทำ capital gains ได้มากถึง 33% เป็นเวลา 10 ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่สร้างความมั่นใจในเครื่องมือตัวนี้
โดยเราชนะตลาดได้แม้ในช่วงปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จากการเอาดาต้าย้อนหลังมาทำการวิเคราะห์”
Setscope จะนำเอาปัจจัยทั้ง 70 ตัว อาทิ Trade, Historical, Technical, Statement, Management, Social Media ฯลฯ เข้ามาทำการวิเคราะห์ด้วยอัลกอรึทึม เพื่อให้ได้หุ้นในกลุ่มโตเร็ว, หุ้นมั่นคง, หุ้นคุณภาพดี และหุ้นเทิร์นอะราวด์
โดยเฉพาะการมองหาหุ้นที่อยู่นอกสปอร์ตไลท์แต่มีอัตราการเติบโตที่สูง ซึ่งที่ผ่านมา ธานินทร์ บอก Setscope มักจะหาเพชรที่ซ่อนอยู่ได้ก่อนเสมอ
อย่างไรก็ดี การเดินทางของ Setscope ในช่วงแรกๆ ธานินทร์ บอกง่ายกว่าในตอนนี้มาก
นั่นเพราะด้วยระบบการวิเคราะห์ที่ลงตัวอยู่แล้ว ทำให้ได้คอนเทนท์ที่มีสามารถขายตัวมันเองได้ โดยเฉพาะการนำเสนอบนช่องทางเฟซบุ๊คก็ทำให้มีคนรู้จักและเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก เรียกว่าทำได้ 1 ใน 4 ของจำนวนคนที่เทรดออนไลน์ในปัจจุบัน
“ความยาก” จึงอยู่ที่การขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อีกทั้งต้นทุนด้านการตลาดผ่านช่องทางเฟซบุ๊คก็ปรับขึ้นมามากเมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ ที่ดำเนินการ ซึ่งก็เป็นในจังหวะเวลาเดียวกันกับที่มองไว้ว่า ถึงเวลาที่จะรุกหนักขึ้นสำหรับตลาดในกลุ่มโบรกเกอร์ และ สถาบันการเงิน
“อยู่ในแผนงานของเราอยู่แล้ว เราอยากแข็งแรงด้วยพาร์ทเนอร์ชิป ซึ่งตอนนี้คุยไว้กับหลายราย ที่ต้องรอสรุปดีลอย่างเป็นทางการ นั่นก็จะทำให้เรามีฐานลูกค้าทั้งนักลงทุนรายย่อย ที่มีค่าใช้บริการอยู่ที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และบริษัท”
นอกจากแผนการขยายธุรกิจในประเทศแล้ว อีกเส้นทางที่ ธานินทร์ มองไว้คือการพา Setscope ไปลุยตลาดสิงคโปร์ และจีน ในปี 2560
ธานินทร์ บอกความแตกต่างของการทำตลาดในไทยเทียบกับสิงคโปร์และจีน
“การทำตลาดในไทย และสิงคโปร์ใกล้เคียงกัน สามารถทำตลาดไปได้ก่อน จากนั้นค่อยหาพาร์ทเนอร์ก็ได้ แต่สำหรับตลาดในจีนแล้ว จำเป็นมากที่ต้องมีพาร์ทเนอร์ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ที่มีสาขาในหลายประเทศรวมถึงในจีนด้วย”
ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการหานักลงทุนเข้ามาเพื่อเสริมศักยภาพในการรุกตลาดในต่างประเทศ คาดระดมทุนที่ 5-8 แสนดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการทำตลาดในสิงคโปร์ และจีน รวมถึงการซื้อดาต้าเพื่อใช้ในการวิเคราะห์หุ้น
“ดาต้าในแต่ละตลาดจะแตกต่างกันไป การจะเข้าไปซื้อดาต้าในแต่ละประเทศคงเป็นต้นทุนที่สูงมากเพราะต้องใช้ชุดข้อมูลย้อนหลังหลายปี สิ่งที่มองเอาไว้คือการซื้อดาต้าจากหน่วยงานกลางที่จัดเก็บ อย่างเช่น Thomson Reuters ก็จะช่วยเรื่องต้นทุนได้มาก รวมถึงการดึงข้อมูลมาใช้ผ่านพาร์ทเนอร์ที่เราเข้าไปร่วมมือด้วย”
ก้าวเดินจนถึงวันนี้ได้ ธานินทร์ ย้ำว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักของ Setscope ก็คือทีมที่แข็งแรง
"หลายคำถามในช่วงที่ผ่านมาถึงสิ่งที่เราทำได้กับ Capital gains 33% ตลอด 10 ปี จะใช้ได้ผลแค่ไหนกับตลาดประเทศอื่นๆ มั้ย สำหรับผมตอบได้เลยว่า เวิร์ค เพราะเราเข้มข้นอย่างมากในเรื่องการวิเคราะห์ เรามาในแนวของ Quality Analysis
ถ้าถามผม คุณภาพเกิดขึ้นได้จากจุดแข็งของทีมที่มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง engineer+finance+product development
และจากความมั่นใจนี้ทำให้มองถึงเป้าหมายใหญ่นั่นคือ การก้าวไปสู่ Asia's top investment advisor"
จากการเข้าเป็น 10 ทีมสุดท้ายจากการคัดเลือก 400 Fintech ทั่วเอเชียในโปรแกรม Startupbootcamp เมื่อต้นปีนี้ ทำให้ Setscope เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างมากตลอด 3 เดือนเต็มที่เข้าร่วมกิจกรรม
“เราโดนด่ามาเยอะเหมือนกัน ตอนแรกเราถูกเลือกมาเป็น20ทีมสุดท้าย ซึ่งเครียดมากๆ เค้าทดสอบด้านจิตวิทยาว่าคนในทีมจะรับกับการถกเถียง ความเห็นที่แตกต่างได้มากน้อยแค่ไหน ผมก็เห็นด้วยในเรื่องนี้เพราะเทคนิคเป็นเรื่องที่ซื้อกันได้ ส่วนด้าน soft side เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า” ธานินทร์ แซมมณี CEO Setscope บอก
สิ่งหนึ่งที่ทีมจาก Startupbootcamp ย้ำอยู่เสมอก็คือ การทดสอบ ทดสอบ แล้วก็ทดสอบ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าดีที่สุด
ธานินทร์ เล่าว่า ตอนแรกทีมเราทำสำรวจตลาดก็จริง แต่เป็นการสำรวจโดยใช้ระบบอัตโนมัติในการดูพฤติกรรมลูกค้า แต่ทางทีมจาก Startupbootcamp บังคับด้วยว่าต้อง interview ลูกค้าให้ได้ 100คน แล้วต้องเป็นเป็นการ interview แบบเห็นหน้ากันด้วย เพื่อให้ได้เห็นถึงปฏิกิริยาต่างๆ
สิ่งที่ได้จากการ interview ครั้งนั้น ทำให้ Setscope ปรับมาแล้ว 3-4 เวอร์ชั่นเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีที่สุด
หรือแม้แต่การส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าก็ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดเช่นกัน โดยจะเลือกแต่ละ Subject แล้วส่งไปให้ลูกค้าคราวละ 1,000 ราย ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าได้ในสิ่งที่ดีที่สุด
เพราะทุกเรื่องเล็กๆ มีความสำคัญ









