วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

SAWAD - ซื้อ

กำไรไตรมาส3/59 สูงกว่าคาด จากการเติบโตของสินเชื่อที่สูงขึ้น

กำไรไตรมาส3/59 สูงกว่าที่เราคาด 11%

SAWAD รายงานกำไรไตรมาส3/59 ที่ 543 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% YoY และ 25% QoQ ซึ่งสูงกว่าที่เราคาด 11% จากสินเชื่อที่โตมากกว่าคาดมาก กำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมสำรองค่าเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญที่ 717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% YoY และ 19% QoQ กำไรรวม 9 เดือนของปี 2559 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 49% มาอยู่ที่ 1,397 ล้านบาท คิดเป็น 79% ของประมาณการกำไรปี 2559 ที่ 1,770 ล้านบาท

ประเด็นหลักผลประกอบการ

สินเชื่อปรับตัวเพิ่มขึ้น 33.3% QoQ สูงกว่าที่เราว่าจะโต 20% หากแบ่งตามประเภท สินเชื่อเช่าซื้อรถเพิ่มขึ้น 32% QoQ และสินเชื่อบุคคลปรับตัวเพิ่มขึ้น 34% QoQ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไตรมาส3/59 ลดลง 225 bps YoY แต่เพิ่มขึ้น 31 bps QoQ มาอยู่ที่ 22.75% จากปรับตัวเพิ่มของสินเชื่อที่เพิ่มรวดเร็ว

SAWAD ตั้งการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯเพิ่มขึ้นเป็น 38 ล้านบาทในไตรมาส3/59 เพิ่มขึ้น 77% YoY แต่ลดลง 33% QoQ สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.5% ในปลายเดือนก.ย. 2559 จาก 4.6% ในสามเดือนก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อที่ขยายตัวรวดเร็วและการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่เข้มงวด อย่างไรก็ตามอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไตรมาส3/59 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 53% ในไตรมาสนี้ จาก 63% ในไตรมาสนี้ สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมไตรมาส3/59 เพิ่มขึ้น 47% YoY และ 14% QoQ มาอยู่ที่ 358 ล้านบาท

แนวโน้ม

การขยายตัวเพิ่มมากขึ้นของสินเชื่อทำให้เราคาดว่ากำไรไตรมาส 4 จะสูงทำสถิติต่อเนื่องหรื่อโตมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ โตปานกลางจากไตรมาสก่อน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

สินเชื่อรวมที่โตกว่า 54% YTD เราปรับประมาณการสินเชื่อเติบโตปี 2559 มาอยู่ที่ 70% จาก 35% แต่ยังคงประมาณการสินเชื่อเติบโตปี 2560 ที่ 25% จึงทำให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2559 ขึ้น 10% มาอยู่ที่ 1.95 พันล้านบาท และ 18% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท

คำแนะนำ

จากมุมมองเชิงบวกต่อ SAWAD เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากปัจจัยดังต่อไปนี้ 1) แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งจากอุปสงค์ของกลุ่มสินเชื่อในตลาดทีธนาคารเข้าไม่ถึง, 2) การให้บริการทางการเงินรายย่อยเต็มรูปแบบกอปรกับธุรกิจใหม่สำหรับการซื้อหนี้เสียมาบริหาร, 3) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่องกอปรกับสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมที่ 4.5%, และ 4) ยังมีโอกาสในการขยายตัวเนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ต่ำ โดยการปรับประมาณการกำไรส่งผลให้เราปรับราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี มาอยู่ที่ 60.00 บาท อ้างอิงจาก PBV ณ สิ้นปี 2560 ที่ 6.88 เท่า (จากค่าเฉลี่ย ROE ที่ 36%, Ke ที่ 9.5% และอุตสาหกรรมเติบโตที่ 5.0%)