วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 ..กับ ‘เศรษฐศาสตร์’

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 กับ ‘เศรษฐศาสตร์’(1) ตลอด70ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะอุตสาหะ

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ จัดทำบทความฉบับพิเศษจาก “๙ นักเศรษฐศาสตร์” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการพัฒนาประเทศ โดย “กรุงเทพธุรกิจ” ขอนำมาเผยแพร่ใน 3 ตอน แบ่งเป็นตอนละ 3 คน ดังนี้

ในหลวงรัชกาลที่ 9กับเศรษฐศาสตร์

“ปิติ ดิษยทัต” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ตลอดระยะเวลา 70ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะเพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงให้กับประเทศ สิ่งที่เป็นประจักษ์ คือ พระปรีชาสามารถในการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบและล้ำยุคสมัย หัวใจสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุอรรถประโยชน์สูงสุด ผ่านการสร้างระบบแรงจูงใจที่เหมาะสม เป็น ๓ องค์ประกอบที่ตอบโจทย์ ทำอะไร ทำไม และอย่างไรของการบริหารเศรษฐกิจ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9ในวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถเห็นได้ผ่านองค์ประกอบทั้ง 3 ดังนี้

ในด้านการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พระองค์ท่านได้ทรงเป็นแบบอย่างในการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์เข้ากับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ในการบริหารจัดการน้ำ นอกจากการสร้างเขื่อนและฝายเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงแล้ว ยังมีพระราชดำริให้นำน้ำที่กักเก็บเอาไว้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือในปรัชญาเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงของครัวเรือนเกษตรกร โดยวางกรอบการจัดการที่ดิน ที่อยู่ และน้ำในพื้นที่อย่างสมดุล

ในขณะเดียวกัน ทรงมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพของปัจจัยการผลิตทั้งดิน น้ำ และที่สำคัญ คือ คุณภาพของคน โดยทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ผ่านโครงการในพระราชดำริด้านสาธารณสุขหลายโครงการ รวมทั้งการพระราชทานทุนการศึกษาอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง อีกทั้งมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลในการผลักดันกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ดังสะท้อนในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่นิสิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2498 ว่า “แม้ท่านจะได้เรียนสำเร็จตามหลักสูตรจนได้รับปริญญาแล้วก็ดี ขอให้เข้าใจว่านี่เป็นเพียงชั้นต้นของการศึกษาเท่านั้น ท่านจงพยายามศึกษาและฝึกฝนตนเองต่อไป เพราะสรรพวิทยาการด้านสาขาวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั้น การทดลองค้นคว้าช่วยให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ ถ้าท่านไม่ศึกษาเพิ่มเติมไว้ต่อไปไม่ช้าท่านจะล้าสมัย”

ในด้านการบรรลุอรรถประโยชน์สูงสุด พระองค์ทรงนิยามอรรถประโยชน์ในความหมายกว้างว่าเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างสมดุลทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นความยั่งยืนมากกว่าการหวังผลระยะสั้น ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลว่าการพัฒนาที่สมบูรณ์นั้นต้องไม่เพียงมุ่งเน้นแต่การสร้างรายได้ แต่ต้องคำนึงถึงการที่จะทำให้ “ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข” เป็นแนวทางการพัฒนาที่มีการแบ่งสรรผลประโยชน์ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม และความชอบธรรมของระบบเศรษฐกิจ

ในด้านระบบแรงจูงใจ พระองค์ทรงประยุกต์หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาในการวางกรอบการปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง เน้นความเอื้ออารี สามัคคี การมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความหมายและความสุขที่แท้จริงของผู้คนบนพื้นฐานของความพอดีและการรู้จักควบคุมตนเอง เป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและส่งเสริมประชาสังคมให้เป็นสถาบันที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังพระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ. 2538 ว่า “สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้น ย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่”

เศรษฐศาสตร์แท้จริงแล้วเป็นศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ เอกลักษณ์ของพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คือ การวางปรัชญาเศรษฐศาสตร์ที่ยึด ‘คน’ เป็นที่ตั้ง โดยตระหนักถึงความแตกต่างในระดับปัจเจกชนและความสำคัญของบริบทที่แต่ละคนเผชิญ การที่ทรงยึดมั่นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ได้นำไปสู่กระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมที่สร้างสรรค์ภายใต้ความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างคนกับเทคโนโลยี คนกับสิ่งแวดล้อม คนกับสังคม และที่สำคัญคนกับตนเอง

ทั้งหมดนี้แสดงถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์ทฤษฎี ที่มีพระราชดำริและหลักการในการบริหารเศรษฐกิจที่สะท้อนสัจธรรมของมนุษย์ นักเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ ที่สอบทานทฤษฏีและปรับปรุงองค์ความรู้อย่างไม่หยุดนิ่งจากการศึกษาพัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ และนักเศรษฐศาสตร์ปฏิบัติ ที่นำปรัชญาและข้อมูลเชิงประจักษ์มาดำเนินการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนภายใต้โครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เป็นความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกและเป็นแรงบันดาลใจแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป

 

ศาสตร์พระราชากับการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)

‘ศาสตร์พระราชา’ คือ แนวทางการพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9ที่มีความลุ่มลึก รอบด้าน มองการณ์ไกล และเน้นความยั่งยืนมายาวนานก่อนที่ประชาคมโลกจะตื่นตัวในเรื่องนี้ เป็นแนวทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกหมู่เหล่า องค์ประกอบของศาสตร์พระราชา คือ การศึกษาและสุขภาพ การเพิ่มผลิตภาพการผลิต การค้นคว้าวิจัย การบริหารความเสี่ยง การอนุรักษ์ธรรมชาติ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ละองค์ประกอบล้วนมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกผู้คนโดยเฉพาะคนจนและผู้ยากไร้

ความโดดเด่นของศาสตร์พระราชา คือ แนวปฏิบัติที่มีกระบวนการที่มีเอกลักษณ์ คำนึงถึงบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ แก้ปัญหาแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการของคนในพื้นที่ ตามหลักการทรงงานข้อที่ว่าการพัฒนาต้อง ‘ระเบิดจากภายใน’

ตัวอย่างเรื่องเอกลักษณ์การทำงานตามแนวศาสตร์พระราชา คือ การแบ่งเป้าหมายเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ เพื่ออยู่รอด (Survival) พึ่งตนเอง (Self-reliance) และยั่งยืน (Sustainable) ดังผู้ที่ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินเล่าว่าพระองค์ท่านมักทรงตรัสถามชาวบ้านว่า ‘พอมีพอกิน’ หรือไม่ แสดงว่าพระองค์ท่านทรงมีลำดับขั้นการพัฒนาที่ชัดเจน และยังหมายถึงการเอาใจใส่ต่อคนจนที่สุด (Poorest of the poor) ซึ่งมักถูกละเลยโดยภาครัฐและกลไกตลาด

อีกความโดดเด่นของศาสตร์พระราชา คือ เน้นการค้นคว้าวิทยาการเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการด้านน้ำ ด้านดิน การเพาะพันธุ์ใหม่ ๆ การแปรรูป เป็นต้น เป็นสิ่งที่นักพัฒนาในยุคหลังเห็นตรงกันว่า คือองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งย่อมหมายถึงการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน

ส่วนการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น นอกจากจะเป็นการสร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศแล้ว ยังมีส่วนช่วยคุณภาพชีวิตของคนยากคนจนที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การหาของจากป่า และที่สำคัญยังช่วยลดผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ที่มักกระทบชีวิตของคนยากจนมากกว่าคนรวย และการที่ศาสตร์พระราชาเน้น ‘ปลูกคน’ ก่อน ‘ปลูกป่า’ นั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนกว่ามาตรการปลายทางที่ทำกันอยู่ทั่วไป

ในด้านปัญหาความเหลื่อมล้ำ การยกระดับคุณภาพชีวิตคนจนย่อมมีผลทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงโดยตรง และในอีกด้านหนึ่ง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอนให้คนมีความซื่อสัตย์ สุจริต หากปฏิบัติตามจะมีส่วนสำคัญในการลดความร่ำรวยที่ไม่ชอบธรรม เช่น ร่ำรวยจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผูกขาด เอารัดเอาเปรียบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในไทยสูงมากติดอันดับโลกเช่นทุกวันนี้

หลายประการที่กล่าวถึงข้างต้นล้วนแฝงไว้ด้วยแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของศาสตร์พระราชา แต่ที่ละเลยไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ การที่พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับมิติของจิตใจและทัศนคติการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น พระวิริยอุตสาหะที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติตลอดรัชกาลนั้นเป็นแบบอย่างที่หาค่ามิได้ของพระราชหฤทัยที่แน่วแน่และมุ่งมั่น

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ คือ น้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างความรับรู้ในระดับสากลโดยเฉพาะด้านกระบวนการทำงานที่มีเอกลักษณ์ เป็นองค์รวม และคำนึงถึงบริบทของพื้นที่

 

กษัตริย์นักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่

“สมประวิณ มันประเสริฐ” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“…ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือ ความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว

จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป …การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว

และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์…”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 19กรกฎาคม 2517

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนาที่มีพระอัจฉริยภาพยิ่ง หากเรามองย้อนกลับไปถึงการพัฒนาของประเทศไทยในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นขั้นตอนและเกิดจากการวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ มีโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกี่ยวข้องการพัฒนาประเทศและเป็นตัวอย่างสำหรับก้าวเดินแรกของการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทยในมิติต่างๆ เริ่มจากการพัฒนาภาคเกษตร เป็นเกษตรแปรรูป ต่อเนื่องไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรม

ถึงแม้การพัฒนาทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระดับมหภาคเพื่อยกฐานะของประเทศในภาพกว้าง พระองค์ยังทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาควบคู่กันไปในระดับล่าง ไม่ใช่แต่เพียงมุ่งไปข้างหน้าและละเลยผู้ที่อยู่ข้างหลัง มีโครงการหลวงหลายโครงการเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์โดยตรงกับประชาชน ดังนั้น การพัฒนาที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งแบบ ‘บนลงล่าง’ และ ‘ล่างขึ้นบน’ ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบคู่ขนาน (Dual Track) สามารถช่วยลดปัญหาความเลื่อมล้ำทั้งทางด้านรายได้ โอกาส และการเข้าถึงทรัพยากรของคนในประเทศได้เป็นอย่างดี

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลว่า เศรษฐกิจในระยะยาวต้องเติบโตจากการพัฒนาองค์ความรู้ ตัวอย่างเช่น ในภาคเกษตรกรรมมีโครงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวและการมีแปลงนาทดลอง หรือการพัฒนาสินค้าแปรรูปเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น นมอัดเม็ดที่เราต่างคุ้นเคย ดังนั้น พระองค์ท่านจึงทรงมองแบบนักเศรษฐศาสตร์ว่า เมื่อพัฒนาแล้วต้องพัฒนาต่อ นั่นคือมีการใช้ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เศรษฐกิจพอเพียงบอกเอาไว้ว่า เราควรทำในสิ่งที่เรามีศักยภาพ อย่าทำเกินทรัพยากรที่มี ดังนั้น หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ เศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่สามารถยั่งยืนได้หากคนในระบบเศรษฐกิจทำเกินกว่าทรัพยากรและความสามารถของตน ประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจทำให้เรารู้ว่า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความไม่พอเพียง วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 มีการกู้เงินไปเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก หลายคนไม่ได้มองตนเองว่ามีศักยภาพหรือไม่ แต่กลับทำเพราะเห็นคนอื่นทำกัน หากเราน้อมรับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ เราจะพบว่าการทำตามคนอื่นนั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับมามองที่ตัวเราเองว่ามีศักยภาพหรือไม่ เช่นเดียวกับการพัฒนาประเทศ การเติบโตที่ ‘รวดเร็วเกินไป’ อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การเติบโตที่เร็วไปในระยะสั้นแต่สิ่งนั้นกลับนำมาซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจจะไม่ยั่งยืนเท่ากับการเติบโตที่มีความ สม่ำเสมอ ทั่วถึง และ ‘พอเพียง’