ยังคงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุดในตลาด
กำไรสุทธิเป็นไปตามคาด
JASIF รายงานกำไรสุทธิ 1.29 พันล้านบาท หรือกำไรสุทธิต่อหน่วย (EPU) เท่ากับ 0.24 บาทสำหรับไตรมาส 3/59 เพิ่มขึ้น 12% YoY และ 2.1% QoQ กำไรสุทธิถือว่าเป็นไปตามที่คาดก่อนหน้าที่ 1.31 พันล้าน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เท่ากับ 10.29 บาท/หน่วย ณ สิ้นไตรมาส 3/59 กองทุนยังคงไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหน่วย ณ ขณะนี้ แต่เราคาดว่าเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) สำหรับไตรมาส 3/59 น่าจะอยู่ที่ 0.22 บาท/หน่วยภายใต้สมมติฐานของอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 95% ซึ่งเท่ากับไตรมาส 2/59 หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเท่ากับ 1.85% สำหรับเฉพาะในไตรมาส 3/59
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
กองทุนมีรายได้ค่าเช่าเท่ากับ 1.38 พันล้านบาทในไตรมาส 3/59 เพิ่มขึ้น 10.6% YoY และ 2.5% QoQ จากจำนวนสายไฟเบอร์ออฟติก (OFC) ที่โอนเข้ากองทุนจำนวน 950,500 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 3/59 เทียบกับ 928,000 คอร์ก.ม.ณ สิ้นไตรมาส 2/59 จำนวนสายไฟเบอร์ออฟติกที่โอนเข้ามาใหม่จำนวน 22,500 คอร์ก.ม.ในไตรมาส 3/59 (หรือคิดเป็นเฉลี่ย 245 คอร์ก.ม./วัน) เท่ากับจำนวนที่โอนเข้ากองทุนในช่วงไตรมาส 2/59 อัตราค่าเช่าของสัญญาหลักและสัญญารองยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงถ้าเปรียบเทียบ YoY และ QoQ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์สำหรับปี 2558 ลดลง 0.9% YoY ดังนั้นอัตราการเติบโตที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์จะนำมาใช้กับอัตราค่าเช่าสำหรับปี 2559 หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงอัตราค่าเช่าในปี 2559 จะเท่ากับปี 2558
รายได้ค่าเช่าสุทธิอยู่ที่ 1.32 พันล้านบาท หลังจากหักค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานซึ่งได้แก่ ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงสายไฟเบอร์ออฟติกจำนวน 48 ล้านบาท ค่าพาดสาย 9 ล้านบาทและค่าประกัน 1 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 95.8% ค่าใช้จ่ายค่าพาดสายเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 3/59 ถ้าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (ถ้าเทียบกับไตรมาส 1/59 และไตรมาส 2/59 ซึ่งอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อไตรมาส และไตรมาส 4/58 ซึ่งอยู่ที่ 3 ล้านบาท) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/59 ต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้า (เทียบกับ 96.3% ในไตรมาส 2/59 และ 96.4% ในไตรมาส1/59) กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดการบริหารกองทุนอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท หรือมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ 94.3% และเนื่องจาก JASIF จ่ายคืนหนี้ทั้งหมดไปแล้วในเดือนม.ค 2559 จึงไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายแต่อย่างใดตั้งแต่ไตรมาส 2/59 เป็นต้นมา มีเพียงแค่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ล้านบาทในไตรมาส 3/59
แนวโน้ม
เราคาดกำไรหลักไตรมาส 4/59 ที่ 1.34 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% YoY และ 3% QoQ หนุนโดยการโอนสายไฟเบอร์ออปติกใหม่เข้ากองทุนเพิ่มอีกจำนวน 22,500 คอร์ก.ม.ในไตรมาส 4/59 (คิดเป็นจำนวนสายไฟเบอร์ออฟติกสะสมเท่ากับ 973,000 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 4/59 เทียบกับ 950,500 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 3/59 และ 883,000 คอร์ก.ม. ณ สิ้น ไตรมาส 4/58 หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และ 2% QoQ) เราคาดรายได้ค่าเช่าในไตรมาส 4/59 ที่ 1.42 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% YoY และ 3% QoQ และคาดเงินปันผลต่อหน่วยที่ 0.23 บาท/หน่วยสำหรับไตรมาส 4/59
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 2% (มาอยู่ที่ 5.15พันล้านบาท) เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายค่าพาดสายซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดก่อนหน้า แต่ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 ไว้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และราคาเป้าหมายซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน
คำแนะนำ
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าดึงดูดในระดับที่สูงถึง 8.4% ในปี 2560 ถ้าเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลเฉลี่ยของทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 3.2% ในปี 2560 และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีซึ่งอยู่ที่ 2.1% เรามองว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ JASIF ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงภายใต้ภาวะปัจจุบันที่สภาพอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ









