หลังจากก"แบงก์พาณิชย์"ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส3ปี59 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เตรียม"ลดเป้า"กำไรปีหน้า เพราะเห็นสัญญาณ"ตั้งสำรองเพิ่ม"
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส3 และ9 เดือนของปีนี้ พบว่า ภาพรวมของกลุ่มธนาคารมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 1.55 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.26% ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่มีกำไรลดลง โดยเฉพาะ แบงก์กสิกรไทย(KBANK)กำไรลดลงมากสุด 11.96% รองลงมาแบงก์กรุงเทพ(BBL)11.14% แบงก์ทหารไทย(TMB) ลดลง 9.30%
ขณะที่ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) มีกำไรสุทธิเติบโตมากสุด 75.22% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)เพิ่มขึ้น 20.12% และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป(TISCO)เพิ่มขึ้น 23.52%
ราคาหุ้นแบงก์ใหญ่ต่างพากันสะท้อนผลกระทบในทันที โดย 5% จากราคา 187 บาทเหลือ 178 บาท มูลค่าตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป)หายไปกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส(ประเทศไทย) เตรียมปรับลดประมาณการกำไรกลุ่มแบงก์ปีหน้า โดยประเมินว่า ธนาคารพาณิชย์ยังคงเผชิญความเสี่ยงเรื่องการด้อยค่าของสินทรัพย์ต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและชะลอตัวต่อในบางกลุ่มอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะ SME ขนาดเล็กที่อิงกับการส่งออก)
นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่อง IFRS9 ซึ่งเป็นมาตรฐานบัญชีใหม่เกี่ยวกับการตั้งสำรองค่าเผื่อฯที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ที่ทำให้ธนาคารจะต้องตั้งสำรองค่าเผื่อเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าจะต้องปรับเพิ่มสมมติฐานการตั้งสำรองค่าเผื่อฯในปี2560เพิ่มขึ้นจากเดิม ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิและการเติบโตในปี2560 ของกลุ่มจะลดลงจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น12% โดยมีโอกาสที่จะลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียว
สอดคล้องกับบล.ทรีนีตี้ประเมินแบงก์กรุงเทพหลังจากประกาศผลประกอบการโดยเชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งธนาคารที่ฝ่ายวิจัยจะปรับลดประมาณการกำไรหลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/59 ออกมา ถึงแม้งบการเงินที่ออกมาจะดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ประเมินว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอาจไม่ดีเท่ากับในไตรมาส 3ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเอ็นพีแอล ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว อาจทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ ยังอยู่ในระดับสูง
บล.ทิสโก้แนะนำว่า แม้ว่าฝ่ายวิจัยจะคาดว่า แบงก์กรุงเทพ มีรายได้เติบโตดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ธนาคารควรสามารถจัดการกับต้นทุนของสินเชื่อธุรกิจได้ดีกว่าคู่แข่ง ในปีหน้าแต่ ฝ่ายวิจัยมองว่า credit/operating cost ยังคงกดดันการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น(ROE) ทั้งนี้ จากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9% ในเดือน ส.ค. คิดเป็นราคาเทียบกับมูลค่า(PBV) 0.8 เท่า และพีอีเรโช 10 เท่า ซึ่งยังแพงเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น(ROE) 8-9%
บล.เคจีไอ ระบุว่า ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างพิจารณา ปรับประมาณการกำไรใหม่ของแบงก์กรุงไทย หลังจากรายงานกำไรไตรมาส 3/59 เท่ากับ 8.6 พันล้านบาท ดีกว่าคาด 12% และดีกว่า Consensus คาด 23% ผลจากการตั้งสำรองฯน้อยกว่าคาด และรายได้อื่นๆ ที่มากกว่าคาด สวนทางกับหุ้นแบงก์กรุงเทพ รายงานกำไรไตรมาส 3/59 เท่ากับ 8.1 พันล้านบาท ต่ำกว่าฝ่ายวิจัยฯคาด 6% จากการตั้งสำรองฯ มากกว่าคาดโดยฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการฯปี 2559- 2560 ลง 5% และ 12%
บล.บัวหลวง ยืนยันที่จะคงประมาณการกำไรแบงก์กรุงเทพเท่าเดิม โดยคาดว่ากำไรในไตรมาส 4 ปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนจากการตั้งสำรอง LLP ที่ต่ำลง, การเติบโตของสินเชื่อ และ NIM ที่รักษาระดับได้ดีฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรคงเดิม ขณะที่แบงก์กรุงไทยคาดกำไรไตรมาส 4ปีนี้ จะลดลงจากปีก่อนจากการตั้งสำรอง LLP ที่เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะรักษาสัดส่วน Loan loss coverage ให้ใกล้เคียงกับธนาคารอื่น (เฉลี่ย 130%) ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกำไรในปีหน้ามีความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการกำไรในปีหน้า









