มองให้เห็น “ปัญหา” แล้วเปลี่ยนให้เป็น “โอกาส”
แค่เพียงการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 คนจากเมืองย่าโม พีรวัฒน์ เอี่ยมโคกสูง, ชนก บุญเรือง, ภากร วิชยศาสตร์,ธราธร โล่ห์วนิชชัย และ วัชระพงษ์ โลหะวิบูลย์ทรัพย์ ถึงการสั่งกาแฟมาดื่ม แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่มากมายลอยมาอยู่ตรงหน้า ทั้งอากาศร้อน การเดินทางไปซื้อ หรือแม้แต่การจัดส่ง
จากบทสนทนาเล็กๆ ก็ได้นำทางไปสู่ธุรกิจไม่เล็กในชื่อ DropDrink แอพพลิเคชั่นสั่งเครื่องดื่มและอาหาร พร้อมบริการส่งตรงถึงที่
“ธุรกิจเกิดขึ้นครั้งแรกที่โคราชจากกลุ่มเพื่อนๆ นั่งทำงานกันอยู่แล้วคิดว่าอยากดื่มกาแฟทำอย่างไร ไม่มีเวลา ไม่มีใครส่ง ก็เป็นที่มาว่าน่าจะเริ่มทำธุรกิจส่งกาแฟกัน
การส่งกาแฟเพียงอย่างเดียวก็เป็นข้อจำกัด เพราะคนจะดื่มกาแฟเต็มที่ก็แค่วันละสองแก้ว เช้า และบ่ายๆ แล้วทรัพยากรของเราที่เหลือจะทำอย่างไร
เพื่อนๆ ก็เสนอว่าให้ทำเรื่องอาหาร เพื่อให้ Repeat ได้เยอะขึ้น เพราะลูกค้ากาแฟจะมีลอยัลตี้มากๆ อยู่แล้ว จากนั้นก็เพิ่มอาหารไทยจีน ฝรั่ง แพงถูกเรามีหมด เป็นการเพิ่มทางเลือก สำหรับคนไม่มีเวลาให้สั่งทั้งเครื่องดื่มและสั่งอาหาร” วัชระพงษ์ โลหะวิบูลย์ทรัพย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง DropDrink กล่าว
การทำงานของแอพ DropDrink เน้นใช้งานง่าย ด้วยระบบ iOS หรือ Android เพียงโหลด Dropdrink App แล้วกดค้นหาร้านค้าจากนั้นคลิกเมนูที่ต้องการ
ด้วยความที่เป็น Tech Startup ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแค่เพียง 12 เดือนของการให้บริการ
“เราส่งมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 ออเดอร์ พร้อมกับพัฒนาระบบมาเรื่อยๆ จนสามารถปิดทุกปัญหาเรื่องการจัดส่ง”
เปิดให้บริการมา 1 ปี DropDrink ผ่านมาแล้วทั้งการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก ท่ามกลางโอกาสทางการตลาดที่ขยายตัวขึ้นทุกปี
“เปิดมาแรกๆ เตรียมคนไว้ในระดับหนึ่งก่อน เพราะยังไม่ทราบถึงดีมานด์ของตลาดว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งในจังหวัดโคราชก็ยังไม่เคยมีเดลิเวอรี่มาก่อน
ยังจำได้แรกๆ พวกเรายังต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งเองในบางครั้งเพราะออเดอร์มีเข้ามามากจากที่คิดเอาไว้ จนค่อยๆ บริหารจัดการมาเรื่อยๆ ก็ตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้”
แม้ว่า DropDrink จะมีรูปแบบธุรกิจที่ใกล้เคียงกับเซอร์วิสเดลิเวอรี่ เจ้าอื่นๆ ในตลาด แต่ วัชระพงษ์ บอก จุดที่สร้างความแตกต่างก็คือ ระบบลอจิสติกส์ และทีมงาน
“เราตัดช่องโหว่ของปัญหาที่เกิดขึ้นของธุรกิจเซอร์วิสเดลิเวอรี่ ซึ่งระบบเขียนเองโดยทีมงานทั้งหมดโดยระบบจะเข้ามาทำหน้าที่สื่อสารมากถึง 80% เพื่อลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน”
การสื่อสารระหว่างคนต่อคนที่อาจนำไปสู่การคลาดเคลื่อนของข้อมูล เช่น ลูกค้าโทรมาสั่งอาหาร 5 อย่าง มีทั้งสั่งแบบน้ำ แห้ง ไม่หวาน เส้นเล็ก เส้นใหญ่ พิซซ่าไม่ใส่แฮม เป็นต้น
แต่ท้ายที่สุดแล้วอาหารที่ไปถึงมือลูกค้าอาจไม่ใช่อย่างที่ต้องการ
“กรณีเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ ทางฝั่งลูกค้าเห็นบอกว่าไม่ได้สั่ง ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน นอกจากนี้การสื่อสารเพื่อรับออเดอร์ก็อาจต้องใช้เวลานาน
พอเราให้ระบบคุยกับระบบ พนักงานก็มีข้อมูลยืนยัน คนส่งก็มีข้อมูล ทำให้ลดคอร์สของคนลงไปได้ ลดภาระเรื่องการบริหารจัดการลงไปได้ แถมยังมีข้อดีในเรื่องเวลา และความแม่นยำในการทำงาน”
นอกจากการบริหารจัดการระบบให้อยู่ตัวแล้ว อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การดึงร้านค้าเข้ามาอยู่ในเครือข่าย เพื่อสร้างสีสันและความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
เกณฑ์การเลือกร้านค้าเข้าระบบ หลักใหญ่เน้นที่ ชื่อดัง คนในพื้นที่บอกต่อ การทดลองทานโดยทีมงาน เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับ DropDrink เมื่อเทียบกับฟู้ดเดลิเวอรี่อื่นๆ
“แอพของเราถ้าเข้ามาจะเจอร้านอร่อย ราคาตั้งแต่แพงมาก ราคากลางๆ และที่ทานกันได้บ่อยๆ มีทั้งขื่อดังและโนเนม แต่เป็นที่นิยม เน้นที่ต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ปัจจุบันมี150 ร้านค้าในโคราชที่เข้าร่วม”
1 ปีของการสร้างการรับรู้กับตลาดในโคราช บ่งชี้ว่าโมเดลนี้ “ต่อยอด” ได้กับทุกจังหวัดที่มีศักยภาพ วัดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาศัยในเมืองใหญ่ไม่แตกต่างกันมากนัก
แน่นอนว่า ต่างก็เห็นถึงคุณค่าของเวลา และต้องการความสะดวกสบายในชีวิต
มุมมองทางการตลาดของ DropDrink วันนี้จึงไม่ใช่เพียงตลาดที่โคราชเท่านั้น แต่ได้เริ่มออกลุยแล้วที่ขอนแก่น และ กรุงเทพฯ
“ตลาดโคราช เราพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นเบอร์หนึ่ง สื่อจากพื้นที่ก็ตอบรับ ส่วนในกรุงเทพฯ เริ่มเทสต์ตลาดตั้งแต่ 2 เดือนก่อน คนเริ่มรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากการต่อของลูกค้า”
ถึงตอนนี้ กรุงเทพฯ มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 130 ร้านค้า เป้าหมายสิ้นปีจะขยายเป็น 400 ร้านค้า โดยให้บริการจัดส่งในย่านสีลม สาทร พระราม 3 สุขุมวิท ลาดพร้าว เลียบด่วนรามอินทรา ระยะการจัดส่งยึดเอาร้านค้าเป็นศูนย์กลาง ในรัศมีจากร้าน 8-10 กิโลเมตร
ส่วน ขอนแก่น มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 80 ร้านค้าแล้วสำหรับการเปิดให้บริการเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น
คิดเป็นการดาวน์โหลดมากถึง 20,000 ดาวน์โหลดจาก 3 จังหวัดรวมกัน
แม้จากใช้โคราชเป็นฐานที่มั่นแล้ว “รุก” ออกไปยังขอนแก่น และกรุงเทพฯ ได้แล้ว แต่สิ่งที่ วัชระพงษ์ มองคือโอกาสทางการตลาดที่กว้างกว่านั้น
“เราอยากไปให้ทั่วประเทศ ในจังหวัดสำคัญๆ ที่มีกำลังการใช้จ่ายสูง แต่ด้วยความที่เป็นสตาร์ทอัพไทยทั้งหมด ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งมีผลต่อการขยายธุรกิจให้เร็วขึ้น ในตอนนี้คงต้องรอผลตอบรับจากขอนแก่น และกรุงเทพฯ ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร
ภายใต้ข้อจำกัดของเงินทุน วัชระพงษ์ มองไว้ในสองทางหลักๆ
“หากถ้าไม่มีการสนับสนุนจาก VC เข้ามา เราก็อยู่ได้ด้วยตัวเอง จากรายได้ที่เกิดจากการซื้อและขาย เพียงแต่การเติบโตอาจจะช้าหน่อย 5-10 ปีสำหรับการทำงานที่เปิดให้ครอบคลุมตลาดในหัวเมืองหลักๆ แต่ก็มั่นใจว่าเราอยู่ได้แน่นอน
อย่างไรก็ดี หากมีเงินลงทุนเข้ามาจะช่วยให้การขยายธุรกิจทำได้รวดเร็วขึ้น”
อีกหนึ่งก้าวเดินที่ DropDrink เตรียมการก็คือ การ Rebranding นับเป็นก้าวสำคัญของการ “ปรับ” เพื่อ “เติบโต” ไปอีกสเต็ป โดยแบรนด์ใหม่ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่15 ตุลาคม2559
ทั้ง 2 แอพพลิเคชั่นจะให้บริการผ่านทางแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ โดยเปิดให้บริการในพื้นที่จังหวัด กรุงเทพฯ นครราชสีมา และขอนแก่น ได้แก่ "eatRanger" บริการจัดส่งอาหารและเครื่องดื่ม และ บริการแมสเซ็นเจอร์ออนไลน์ "SendRanger"
“คนจะมองว่าเป็นธุรกิจเดลิเวอรี่แต่จริงๆ แล้วจุดแข็งหลักของเราอยู่ที่ระบบลอจิสติกส์ ทำให้มองว่ายังมีโอกาสอีกมากสำหรับธุรกิจแมสเซ็นเจอร์ โดยภายในสิ้นเดือนนี้จะมีการรีแบรนดิ้งใหม่ เพื่อให้เป็นสากลมากขึ้น พร้อมกับเตรียมขยายเซอร์วิสด้านอื่นๆ ที่มากกว่าด้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยเราจะ Transform DropDrink ใหม่”
ฉายภาพให้เห็นคร่าวๆ การจัดส่งเดิมที่เคยอยู่เฉพาะในจังหวัด จากนี้ขอบข่ายการจัดส่งจะกว้างขึ้นกว่าเดิม
“อนาคตจะข้ามจังหวัดได้ โดยเป็นรถใหญ่วิ่งในระยะยาวไกล รับส่งให้ทั้งลูกค้าถึงลูกค้า บริษัทถึงบริษัท ที่ผ่านมาเราสร้างเครือข่ายในจังหวัดที่เข้าไปเปิดให้บริการไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงการสร้างทีมจัดส่งซึ่งมีทั้งแบบฟูลไทม์และพาร์ทไทม์”
ในมุมของการทำธุรกิจ วัชระพงษ์ บอก ต้องคิดจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
โดยหัวใจในการทำธุรกิจต่อจากนี้จะมีหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง พัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน และ
เทรนพนักงานให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันทุกจังหวัด
เพราะเชื่อว่าถ้าลูกค้าแฮปปี้กับบริการ จะนำไปสู่การ “บอกต่อ” ซึ่งผลตอบรับจากการ “บอกต่อ” นี่เองที่จะเป็นแรงส่งให้ธุรกิจขยายและโตอย่างยั่งยืน









