ที่ประชุม "กบง." สั่งตรึงราคาก๊าซแอลพีจี เดือนต.ค. ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมจับตายอดการใช้ปลายปีอาจพุ่งตามราคาน้ำมัน
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบให้คงราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีเดือน ต.ค.ไว้ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าต้นทุนราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลก (ซีพี) เดือนต.ค.2559 จะอยู่ที่ 437 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจากเดือนก.ย. และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนก.ย.จะอ่อนค่าลงจากเดือนก่อน 0.0076 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 34.9014 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เนื่องจากราคาก๊าซแอลพีจี จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วน 64% ของความต้องการใช้ก๊าซแอลพีจีทั้งหมดที่ 5 แสนตันต่อเดือน ส่งผลให้ราคาต้นทุนเฉลี่ยการจัดหาก๊าซแอลพีจีทั้งระบบ ลดลง 0.1644 บาทต่อกิโลกรัม
ดังนั้น ให้นำส่วนต่างต้นทุนที่ลดลงส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตรา 0.1644 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเก็บเข้ากองทุนฯ 0.1567 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเก็บเงินเข้ากองทุนฯที่ 0.3211 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.2559 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะส่งผลให้กองทุนในส่วนของก๊าซแอลพีจี มีรายรับเพิ่มขึ้น 59 ล้านบาทต่อเดือน จาก 56 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 115 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 2 ต.ค.2559 อยู่ที่ 41,690 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีก๊าซแอลพีจี อยู่ที่ 7,462 ล้านบาท และบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 34,228 ล้านบาท
นายทวารัฐ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาก๊าซแอลพีจีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีที่หลายประเทศเข้าสู่ฤดูหนาว ในขณะที่บางประเทศในและนอกกลุ่มโอเปกที่ตัดสินใจลดกำลังการผลิตลงอยู่ที่ 32.5-33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นและส่งผลต่อราคาก๊าซแอลพีจีให้สูงขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซแอลพีจี ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังถูกกว่าราคาน้ำมัน อาจส่งผลให้ใช้ความต้องการใช้ก๊าซแอลพีจีปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างติดตามยอดการใช้ก๊าซแอลพีจีในช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างใกล้ชิด








