วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'สั่ง'ก.ล.ต.' เร่งหาแนวทางช่วยสตาร์ทอัพ

"สมคิด" มอบการบ้าน "ก.ล.ต." เร่งหาแนวทางช่วยสตาร์ทอัพ เข้าถึงแหล่งทุนขีดเส้น 3 เดือนต้องชัดเจนมีผลต้นปี 60 สั่งคลังประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้อง

การผลักดันให้ธุรกิจที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือธุรกิจเริ่มต้นใหม่ เช่นธุรกิจสตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นแผนของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้าได้ไปมอบนโยบายให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

ล่าสุดวานนี้ (3 ต.ค.) นายสมคิด ได้ไปมอบนโยบายให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า ให้ไปศึกษาแนวทางพัฒนาตลาดทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาดทุนทั่วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการทำให้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนที่ตอบสนองอุตสาหกรรมใหม่ เน้นเรื่องธุรกิจด้านนวัตกรรม เช่น ธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

สั่งก.ล.ต.หาช่องช่วยสตาร์ทอัพระดมทุน

ทั้งนี้ต้องการให้ ก.ล.ต.หาช่องทางเพื่อรองรับธุรกิจดังกล่าวในการระดมทุน รวมทั้งให้การสนับสนุน เช่นการจัดตั้งเวนเจอร์แคปปิตอล (VC) และแองเจิล ฟันด์ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ เป็นแหล่งการรองรับการระดมทุนดังกล่าว แต่ด้วยภาวะปัจจุบันตลาดเอ็มเอไอถูกยกให้มีขนาดที่ใหญ่เกินไปที่จะเข้าระดมทุน โดยบริษัทที่จะเข้าตลาดเอ็มเอไอต้องมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินกว่าธุรกิจสตาร์ทอัพจึงต้องศึกษาหารูปแบบที่เหมาะสม เพราะการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทต้องได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจเงินร่วมลงทุน ต้องมีช่องอำนวยความสะดวกให้สามารถเข้าลงทุนได้ง่าย และต้องมีช่องทางให้สามารถขายออกได้

ขีดเส้น 3 เดือนแผนช่วยต้องชัดเจน

นายสมคิดกล่าว ได้สั่งการให้สำนักงานก.ล.ต.เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ธุรกิจสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นอาจมีจำนวนไม่มากนัก แต่ยังเชื่อว่าจะมีการเติบโตอย่างมากในอีก 2- 3 ปีข้างหน้า ดังนั้นต้องหาวิธีการเพื่อรองรับการระดมทุนตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ทันการเข้ามาใช้ของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวในอนาคต ซึ่งการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นต้องสื่อสารกับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจดังกล่าวให้เข้าใจถึงความเสี่ยงดังกล่าวด้วยและต้องรู้วิธีการกำกับดูแลที่เหมาะสม

ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 3 เดือนและจะเริ่มใช้งานได้จริงช่วงปีใหม่

สั่งคลัง-ตลาดทุนเร่งรับมือฟินเทค

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายกับ ก.ล.ต. ถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น ในการหารือเพื่อเดินหน้าแผนนโยบายต่างๆ เช่นในเรื่องของ เทคโนโลยี ไฟแนนเชียล หรือ ฟินเทคที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และอาจจะมีผลกระทบต่อภาพการเงินโดยรวม ก็อาจจะต้องมีพูดคุยกับเพื่อรองรับการเข้ามาของฟินเทค หรือในตลาดตราสารหนี้ที่มีขนาดใหญ่มาก มาพูดคุยร่วมกันว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด

ดันตลาดทุนไทยศูนย์กลางซีแอลเอ็มวี

ส่วนเรื่องที่ 3 คือการไปหาวิธีการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นศูนย์กลางของการระดมทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี โดยตลาดทุนไทยมีความพร้อมที่จะรองรับในเรื่องดังกล่าว จึงต้องหาวิธีการสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้น รวมถึงต้องพิจารณาว่ามีส่วนใดเป็นอุปสรรคการเข้าระดมทุนของกลุ่มซีแอลเอ็มวีหรือไม่

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังได้ฝากนโยบายกับสำนักงานก.ล.ต.สนับสนุนการเข้าระดมทุนของบริษัทในธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้นเพราะมองว่าในมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในปัจจุบันอยู่ในธุรกิจเดิมๆ และไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่มีอนาคต ซึ่ง ก.ล.ต.ต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ไปเชิญบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมอนาคตเข้ามาระดมทุน รวมถึงในอนาคตอันใกล้ จะมีการเข้าระดมทุนของกลุ่มทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และน่าจะมีของเอกชนใช้ช่องทางเดียวกันระดมทุนมากขึ้น จึงต้องไปดูว่าจุดใดเป็นอุปสรรคที่ต้องปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้นหรือไม่

“ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ทำหน้าที่ได้ดีมากในด้านการกำกับดูแลตลาดทุนแต่ตลาดทุนไม่ได้มีแค่มติเดียวต้องสนับสนุนให้มีการเติบโตในช่องทางต่างๆด้วย ต้องไม่เน้นแค่ประสิทธิภาพแต่ต้องเน้นด้านประสิทธิผลด้วยซึ่งในการเข้าพบ ก.ล.ต.ครั้งนี้ได้ให้นโยบายใน 3 เรื่องหลักกับทาง ก.ล.ต."

เลขาก.ล.ต.ขานรับถกหน่วยงานเกี่ยวข้อง

ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งต้องไปหาวิธีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นซึ่งในเรื่องการหารือถึงแผนการระดมทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไร ต้องทำการศึกษาความเหมาะสมก่อน ในเบื้องต้น ตลาดหลักทรัพย์ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว

ส่วนนโยบายการเป็นศูนย์กลางของกลุ่มซีแอลเอ็มวีนั้น จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.ในเดือนหน้า โดยในเบื้องต้น ก.ล.ต.มีแผนจะร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการไปพูดคุยกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี เพื่อถามถึงความต้องการสนับสนุนในด้านใดหรือไม่ ซึ่งไทยพร้อมให้การสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน

เมินตั้งกระดานใหม่ชี้เสี่ยงสูง

ขณะที่ นายสุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะทำงานร่วมในตลาดทุน ระหว่างสำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานตลาดทุน เรื่องแนวคิดช่วยสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีนั้น ในเบื้องต้นน่าจะมีการใช้รูปแบบธุรกิจที่มีอยู่เดิมเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจใหม่ เพื่อให้มีความแข็งแรงขึ้น ซึ่งปัจจุบันน่าจะมีทิศทางที่ดีที่จะช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงการตั้งกระดานการซื้อขายใหม่แต่อย่างใด

แหล่งข่าวจากวงการตลาดทุน เปิดเผยว่า ภายในที่ประชุม ตลาดทุน ต้องการนำเสนอช่องทางการเชื่อมต่อให้ธุรกิจ สตาร์ทอัพ เข้าถึงเงินทุนมากขึ้น โดยจะทำหน้าที่ในลักษณะเป็นตัวกลางคอยช่วยสนับสนุน ส่วนแนวคิดการตั้งกระดานซื้อขายใหม่คงทำได้ยาก เพราะมีความเสี่ยงสูงมากเกินไป