ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้าง จากการขาดปัจจัยบวกใหม่ๆสนับสนุน ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ส่วนใหญ่ปรับตัวลง นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงเช่นกัน หลังสหรัฐรายงานสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดไว้
แนวรับ/แนวต้าน : 1530/1560 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก
หุ้นแนะนำ
THAI (31.75) : คาดผลประกอบการผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้วจากเป็นช่วง low season ซึ่งหลังจากนี้เราคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 1Q60 จากช่วง high season นอกจากนี้บริษัทยังได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวที่ยังแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีนและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ต้นทุนลดลงจากการปฏิรูปองค์กรในปี 58 และการรับรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่ต่ำเต็มที่เมื่อเทียบกับปี 58 ที่ทำประกันราคาน้ำมันในระดับสูงที่ 80-90 เหรียญ/บาเรลล์
BA (30.00) : เราแนะนำให้ทยอยซื้อสะสม เนื่องจากผลการดำเนินงานในช่วง 2Q59 นั้นออกมาขาดทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายพิเศษทางด้านภาษีซึ่งเป็น one-time expense ทำให้ปัจจุบันราคาหุ้นยังขึ้นมาไม่มากหากเทียบกับหุ้นในกลุ่มการบิน ทั้งนี้เราคาดผลการดำเนินงานปกติในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วง 1H59 จากการเริ่มเข้าสู่ช่วง high season
ASEFA (8.50) : ได้รับผลบวกการเพิ่มขึ้นของอัตรากำลังการผลิตใหม่กว่า 50% และจากทิศทางของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการไฟฟ้าโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการประมูลใหม่ๆเข้ามา นอกจากนี้ในช่วง 2H59 ยังเป็นช่วง high season ของธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจุบัน ASEFA ซื้อขายที่ PEปี59 เพียง 15 เท่า และคาดอัตราปันผลที่ประมาณ 3%
TPCH (23.40) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้และรอบใหม่ๆ และ 4) การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างประเทศ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ คลังประสานแบงก์รัฐเพิ่มระวังข้อมูลลูกค้ารั่วไหลหลังเกิดเหตุแฮกเงินในตู้เอทีเอ็มออมสิน มั่นใจไม่กระทบใช้พร้อมเพย์-อีเพย์เม้นท์ ด้าน ธปท.ชี้สถาบันการเงินมีระบบความร่วมมือระหว่างกันป้องกันปัญหาไวรัสเจาะระบบการเงิน ด้านแบงก์มั่นใจระบบคอมพิวเตอร์ อัพเดทไวรัสสแกนต่อเนื่อง
+ ผู้ประกอบการรถยนต์ ประสานเสียงชี้อุตสาหกรรมยานยนต์ครึ่งปีหลังส่งสัญญาณฟื้นตัว มั่นใจผลิต-จำหน่ายเป็นไปตามคาด ยอดผลิต 1.95-2 ล้านคัน ยอดขายทั้งปี 7.5 แสนคัน ขณะยอดขายรถยนต์ 7 เดือน ยังลด 0.2%
+ "เจโทร" แนะรัฐบาลไทยจัดอันดับส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัด พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไขใช้แรงงานต่างด้าว-สัดส่วนถือหุ้นต่างชาติ ด้าน "สมคิด" เตรียมดัน ร่าง พ.ร.บ.พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เข้า ครม.ใน 1-2 สัปดาห์ หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะคลังเตรียมดันโครงการขนาดเล็ก
+ "โฟตอน" บิ๊กผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน กรุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ผนึก 30 ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทย รับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางและใหญ่ในไทย รับนโยบายรัฐเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 100 คัน จับกลุ่มภาครัฐ-องค์กรเอกชน
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพุธ โดยหุ้นกลุ่มวัสดุและเฮลธ์แคร์ถ่วงตลาดลง ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 65.82 จุดหรือ 0.35% สู่ 18,481.48, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 11.46 จุดหรือ 0.52% สู่ 2,175.44 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 42.38 จุดหรือ 0.81% สู่ 5,217.69
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดร่วงลงในวันพุธ ในขณะที่การดิ่งลงอย่างรุนแรงของราคาโลหะกดดันหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ให้ร่วงลง และหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับประเทศแอฟริกาใต้ดิ่งลงด้วยเช่นกัน เนื่องจากค่าเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้รูดลง ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 32.73 จุด หรือ 0.48 % สู่ 6,835.78 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,825.22-6,868.51
+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดเพิ่มขึ้นในวันพุธ โดยการอ่อนค่าของเยนช่วยหนุนหุ้นที่เคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ความระมัดระวังก่อนการแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมนักการธนาคารกลางทั่วโลกในสัปดาห์นี้ ได้สกัดกั้นแรงบวก ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดบวก 99.94 จุด หรือ 0.61% ที่ 16,597.30
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลง 2.8 % ในวันพุธ หลังจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งเกินคาด และรายงานตัวเลขนี้ทำให้นักลงทุนกังวลกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ต.ค.ดิ่งลง 1.33 ดอลลาร์ หรือ 2.8 % มาปิดตลาดที่ 46.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 46.45-47.74 ดอลลาร์









