การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ จากการเริ่มต้นออกอากาศ “ทีวีดิจิทัล” ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ที่มีจำนวนช่องฟรีทีวีเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่าตัว ทำให้มีความต้องการ “คอนเทนท์”สูง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันการขยายตัวของผู้ใช้ออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ส่งผลต่อพฤติกรรมการเสพสื่อและคอนเทนท์รูปแบบ “มัลติ สกรีน” ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจสื่อทีวี จึงให้ความสำคัญการลงทุนด้านระบบไอทีและโซลูชั่นการบริหารคอนเทนท์สื่อดิจิทัล “มัลติ แพลตฟอร์ม” ตอบโจทย์ผู้บริโภคและต่อยอดการหารายได้ในยุคดิจิทัล
ไมเคิล นามาติเนีย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท วิซอาร์ที (ประเทศไทย) จำกัดหรือ (Vizrt) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจสื่อและบันเทิงระดับโลก กล่าวว่าการเปิดตัวทีวีดิจิทัลของประเทศไทย ทำให้ผู้ชมมีทางเลือกในการรับชมรายการมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านคอนเทนท์ รวมทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีการนำเสนอรายการผ่านหน้าจอทีวีเพื่อสร้างความน่าสนใจดึงดูดผู้ชม
ที่ผ่านมาวิซอาร์ทีให้บริการโซลูชั่น การถ่ายทำรายการด้วยการทำเทคโนโลยี 3D เข้านำเสนอข้อมูล ทั้งการแสดงผลกราฟ, ตารางข้อมูล, การจำลองเหตุการณ์ในห้องส่ง ด้วยโซลูชั่นห้องส่งเสมือน (3D Virtual Studio) การปรับเปลี่ยนฉากและรายละเอียดของห้องส่งเสมือน รวมทั้งโซลูชั่น Studio Automation ระบบสนับสนุนการทำงานในห้องสตูดิโอ (Live and News production) ที่มีความถูกต้องแม่นยำและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบดังกล่าวใช้บุคลากรดูแลควบคุมสตูดิโอ 3-5 คน จากเดิมต้องใช้บุคลากรราว 10 คน ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของสตูดิโอผลิตรายการทีวีซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสถานีโทรทัศน์ทั่วโลก
สำหรับโซลูชั่นที่มีแนวโน้มเติบโตในยุคดิจิทัล คือ Media Asset Management (MAM) ระบบที่ทำหน้าที่เก็บรักษาและบริหารจัดการคอนเทนท์ที่สถานีทีวีและสตูดิโอผลิตขึ้นมาให้สามารถใช้งานระยะยาวและเข้าถึงการใช้งานอย่างรวดเร็ว และรองรับการเชื่อมโยงคอนเทนท์จากหน้าจอทีวี สู่การนำเสนอผ่านช่องทางดิจิทัล แพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตสื่อและนำเสนอครบวงจรของสถานีทีวี ที่จะช่วยในการบริหารคอนเทนท์และโอกาสเพิ่มรายได้ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่เข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้
โดยวิซอาร์ที ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ “ฮิตาชิ ดาต้าซิสเต็มส์” ผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์โครงสร้างระบบที่สนับสนุนโซลูชั่น MAM เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจสื่อและบันเทิงให้สามารถแข่งขันและก้าวทันกับเทคโนโลยีสื่อในยุคดิจิทัล และตอบสนองพฤติกรรมการเสพสื่อและคอนเทนท์มัลติ สกรีนของผู้ชม
ในยุคที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเสพสื่อและคอนเทนท์หลากหลายช่องทาง ผู้ประกอบการทีวีจึงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการคอนเทนท์ที่ต้องนำมาใช้ประโยชน์ทุกช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และโซเชียล มีเดีย ที่เป็นช่องทางสำคัญสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ผู้ชมติดตามรับชมรายการผ่าน “จอทีวี” ซึ่งเป็นจอหลักในการหารายได้ปัจจุบันและพร้อมต่อยอดหาโอกาสสร้างรายได้จากช่องทางดิจิทัล แพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มาจากการบริหารจัดการคอนเทนท์อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล
“พฤติกรรมผู้ชมที่เปิดรับสื่อและคอนเทนท์หลากหลายสกรีนในแต่ละวัน สื่อมีหน้าที่ต้องนำคอนเทนท์ ไปนำเสนอผ่านทุกจอในแต่ละช่วงเวลาและดึงผู้ชมกลับมาที่จอหลักทีวี เพื่อสร้างเรทติ้งและโอกาสหารายได้จากเม็ดเงินโฆษณา”
ปัจจุบันธุรกิจประเภทสื่อและบันเทิงทั่วโลกใช้งานโซลูชั่นของวิซอาร์ที อาทิ ซีเอ็นเอ็น ,เอ็นบีซี , บีบีซี ,อัลจาซีรา,สกาย นิวส์ สำหรับประเทศไทยมี ทีวีดิจิทัลหลายช่องใช้โซลูชั่น ของบริษัท อาทิ ช่อง3, ช่อง5, ช่อง 7, ไทยพีบีเอส,ไทยรัฐทีวี,นิวทีวี,วอยซ์ทีวี, Now26, ทรูโฟร์ยู, ทีเอ็นเอ็น ล่าสุด พีพีทีวี ซึ่งลงทุนโซลูชั่นครบวงจรทั้ง ระบบถ่ายทำรายการ 3D ,สตูดิโอ ออโตเมชั่น และระบบบริการจัดการคอนเทนท์และสื่อ
จากการการขยายตัวของอุตสาหกรรมสื่อทีวีดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตมีระยะเวลา 15 ปี ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจปีแรกทุกช่องมุ่งลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตรายการและสตูดิโอ แต่หลังจากนี้จะลงทุนระบบบริหารจัดการคอนเทนท์ผ่านมัลติ แพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น โดยในช่วง3-5 ปีจากนี้ คาดว่ามูลค่าการลงทุนระบบบริหารจัดการคอนเทนท์อยู่ที่ 20-25 ล้านดอลลาร์ (680-850 ล้านบาท)
ปีนี้วิซอาร์ที วางเป้าหมายรายได้เติบโต 15-17% โดยระบบบริหารจัดการคอนเทนท์เติบโตสูงสุดราว 30% และโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีผลิตรายการและสตูิโอ ออโตเมชั่นเติบโต 15% ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทที่สัดส่วน 85% และระบบบริหารจัดการคอนเทนท์อยู่ที่ 15% ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตสูงหลังจากนี้









