จากกรณี นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา หรือ “ไฮโซม่านฟ้า” โพสต์ข้อความผ่านไอจีส่วนตัว โดยชักชวนให้คนนำเงินมาฝากลงทุนในตลาดหุ้น
ผ่านบริษัทม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด วงเงินขั้นต่ำ 100,000 บาท พร้อมรับประกันผลตอบแทนสูงปีละ 15% ซึ่งการกระทำดังกล่าว “อาจเข้าข่าย” การกระทำคล้ายแชร์ลูกโซ่ หรือไม่ ยังต้องตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนว่า ยังมีผู้คนจำนวนมากที่มองหาการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการนำเงินไปฝากแบงก์ที่ให้ “ดอกเบี้ยต่ำ” ขณะที่ตลาดเงินตลาดหุ้น ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจะตอบโจทย์สร้างกำไรงอกเงย ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจขาลง
สะท้อนผ่านตัวเลข “ดัชนีหุ้นไทย” ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2559 ที่ปรับตัวขึ้นแล้วเฉลี่ย 12.19% บางจังหวะขึ้นเป็นที่หนึ่งของโลก สวนทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่บางเดือนปรับตัวลดลงเฉลี่ย 8-10% ขณะที่ตลาดหุ้นบางแห่งปรับขึ้นเพียง 1-2%
พีรเจต สุวรรณนภาศรี นักลงทุนรายใหญ่ แสดงความเห็นว่า การชักชวนคนให้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยการการันตีผลตอบแทน ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแวดวงหุ้นไทย แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม ท่ามกลางเศรษฐกิจขาลง คือ บุคคลเหล่านี้มุ่งหน้าไปหากินกับ “คนวัยเกษียณ” ที่มีเงินเก็บ “หลักล้านบาท” โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ
กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการลงทุนน้อย แต่ต้องการนำเงินเก็บไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าแช่เงินไว้ในแบงก์ ซึ่งตลาดหุ้นถือเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าวที่รับประกันผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่ระดับ 15% ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินตลาดหุ้น ถือว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” อีกทั้งการลงทุนที่ถูกต้องจะ“ไม่มีการรับรองผลตอบแทน” เพราะถือว่าผิดกฏการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แม้กระทั่งกองทุนขนาดใหญ่ หรือนักลงทุนรายใหญ่บางรายยังไม่กล้าการันตีผลตอบแทน
นักลงทุนแนววีไอ (Value Investor) ยังบอกด้วยว่า การลงทุนลักษณะนี้มักมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าตลาดหุ้นจะตกอยู่ในภาวะคึกคักหรือซบเซา ยิ่งดอกเบี้ยต่ำติดดินเช่นนี้ ถือเป็นช่องทางทำมาหากินของคนที่คิดไม่ซื่อ
ที่ผ่านมามักเห็นบุคคลเหล่านี้เข้ามาชักชวนให้ลงทุนในรูปแบบหลากหลาย ด้วยการอ้างผลตอบแทนสูงๆ เช่น ชวนไปลงทุนในกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ทั่วโลก กองทุนหุ้น หรือกองทุนทองคำ เป็นต้น
สำหรับผลลัพธ์ในการลงทุนจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกัน คือ “ไม่ประสบความสำเร็จ” เพราะพฤติกรรมที่พบบ่อยๆ คือ คนชักชวนนำเงินไปต่อเงิน เมื่อนักลงทุนพร้อมใจกันขอถอนเงิน ก็ปิดกิจการหนี
หลายครั้งมักเห็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง นิยมบริหารพอร์ตลงทุนให้บุคคลอื่น แต่ส่วนใหญ่เป็นญาติสนิท หรือคนใกล้ชิด น้อยมากที่จะไปบริหารพอร์ตให้นักลงทุนที่ไม่สนิท ซึ่งการบริหารพอร์ตลงทุน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคัก เรียกว่า “ซื้อตัวไหนก็ได้กำไร”
“ที่ผ่านมาทางการดูแลเรื่องนี้จริงจังระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่อยากเสนอแนะว่า หากบริษัทใดบอกชัดว่ามีแผนเกี่ยวกับการลงทุน และสร้างผลตอบแทนได้จริง ทางการควรเข้าไปดูแล ว่าทำได้จริงตามอ้างหรือไม่ แต่เท่าที่สำรวจพบเกือบ 90% ทำไม่ได้จริง”
ด้าน คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) บอกว่า หากพิจารณาเงื่อนไขการฝากเงินลงทุนกับบริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จะพบว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทน จากการลงทุนในตลาดหุ้นสูงถึงปีละ 15% โดยไม่มีความเสี่ยง
จากสถิติผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว จะเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยได้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละ 10-12% เท่านั้น ที่สำคัญท่ามกลางเศรษฐกิจทั่วโลกขาลงเช่นนี้ โอกาสที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามที่บริษัทออกมาการันตี จึงเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นหากใครคิดจะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น ผ่านบริษัทที่การันตีผลตอบแทนสูง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
กูรูตลาดหุ้น ยอมรับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการหุ้นไทย ที่ผ่านมาพบพฤติกรรมลักษณะนี้บ่อยครั้ง เช่น ชักชวนให้ไปลงทุนในตลาดทองคำ ตลาดน้ำมัน ค่าเงิน และลงทุนตลาดประเทศ เป็นต้น
ส่วนใหญ่จะล่อตาประชาชน ด้วยการการันตีผลตอบแทนสูง รวมถึงพยายามนำเสนอรูปแบบการลงทุนที่เข้าถึงข้อมูลยาก และไม่สามารถหาความรู้ได้ตามกูเกิล โดยเฉพาะการนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เป็นต้น
สำหรับนักลงทุนที่พอมีความรู้ด้านการลงทุน หรือลูกค้าโบรกเกอร์ ส่วนใหญ่จะไม่หลงเชื่อคำเชื้อเชิญลักษณะนี้
ส่วนตัวมีมุมมองว่า ทางการอาจต้องออกมาให้ความรู้เพิ่มเติม หรือจัดทำเว็บไซด์ เพื่อเตือนประชาชน ด้วยการบอกรายชื่อบริษัท หรือบุคคลที่เคยฉ้อโกงประชาชนเหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ดำเนินการ
“บุคคลที่ชักชวนให้ลงทุนในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปลงทุนจริงๆ แต่ทำออกมาในลักษณะแชร์ลูกโซ่”
--------------------------------
ศคง.แนะข้อสังเกต‘แชร์ลูกโซ่’
ช่วงที่“ดอกเบี้ยต่ำ”ผู้ฝากเงินเริ่มมองหาทางเลือก“การออม”อื่นๆ ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า ตรงนี้จึงเปิดช่องให้กับ“มิจฉาชีพ”ที่มักแฝงตัวในคราบ“นักธุรกิจ”มาหลอกลวงประชาชน โดยอุปโลกน์ให้ผลตอบแทนที่สูง มีลักษณะไม่ต่างจาก“แชร์ลูกโซ่”สุดท้าย มิจฉาชีพ รายดังกล่าวก็ปิดบริษัทหายไป เหลือไว้แต่ความเสียหายให้กับผู้ถูกหลอกลวง
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน(ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่าแชร์ลูกโซ่บางครั้งจะแอบแฝงมากับธุรกิจขายตรง ซึ่งมิจฉาชีพจะโฆษณาชวนเชื่อให้เหยื่อทำธุรกิจขายตรงที่มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง โดยที่เหยื่อไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้ร่วมทำธุรกิจ
เมื่อเหยื่อเริ่มสนใจ จะให้เหยื่อเข้าร่วมฟังสัมมนาและจ่ายค่าสมัครสมาชิก หรือซื้อสินค้าแรกเข้าในมูลค่าที่ค่อนข้างสูง (สินค้าส่วนมากมักไม่มีคุณภาพ) หรืออาจให้เหยื่อซื้อหุ้นหรือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องรับสินค้าไปขาย แล้วก็รอรับเงินปันผลได้เลย ปัจจุบันยังมีการโฆษณาชักชวนผู้ลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
ส่วนข้อสังเกต ศคง. แนะนำว่าแชร์ลูกโซ่ในคราบธุรกิจขายตรงจะไม่เน้นการขายสินค้า การสาธิตสินค้า หรือทำให้สมาชิกเข้าใจในตัวสินค้า แต่จะเน้นการหาสมาชิกใหม่เพราะค่าสมัครสมาชิก/ค่าซื้อสินค้าแรกเข้า/ค่าหุ้นหรือหน่วยลงทุนจะถูกนำมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิกเก่า แต่หากไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ได้ ก็จะไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกเก่าได้
สถิติการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภัยการเงินในช่วงไตรมาส 1 ปี 2559 พบว่า มีประชาชนขอคำปรึกษา ร้องเรียน และแจ้งเบาะแส จำนวน 140 รายการ ลดลงจากไตรมาสที่แล้ว 30 รายการ หรือลดลง 17.6% ในจำนวนนี้เป็นการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับ การหลอกลวงให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ 13 รายการ คิดเป็น 9.3%
“ชนาธิป จริยาวิโรจน์”ผู้อำนวยการ ศคง. บอกว่า ศคง. พยายามให้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องอยู่ตลอดว่า หากมีผู้มาชักชวนให้ไปลงทุน โดยให้ผลตอบแทนที่สูง อยากให้ตรวจสอบก่อนว่าเป็นการลงทุนอะไร ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอาจตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว
ด้าน“ปะราลี สุคนธมาน”ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานก.ล.ต. บอกว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างหารือกับทาง ธปท. ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ ก.ล.ต.หรือไม่ ซึ่งถ้าเกี่ยวข้องก็พร้อมเข้าดำเนินการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบในขั้นแรกว่า บริษัทดังกล่าวเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่
ทั้งนี้หากลงทุนในตลาดทุน ตามหลักเกณฑ์จะไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ซึ่งต้องดูในรายละเอียดว่าเป็นการพูดถึงผลตอบแทนในอดีตหรือไม่ แต่หากมีการการันตีผลตอบแทนจริงจะมีความผิดในเรื่อง การโฆษณาจะที่การันตีผลตอบแทนไม่สามารถทำได้ และในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนนั้นจะมีต้องการขออนุญาติกับทางก.ล.ต.ก่อน









