"ลีซ อิท” มั่นใจ “รายได้-สินเชื่อ-กำไร”ปีนี้ เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หลังไตรมาส 2 กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายสมพล เอกธีรจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีซ อิท จำกัด (มหาชน) หรือ LIT ผู้ให้บริการสินเชื่อประเภท Non-Bank ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปีนี้ มีรายได้รวม 68.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.27 ล้านบาท หรือ 48.5 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 45.95 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 25.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.10 ล้านบาท หรือ 47.68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการที่รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโปรเจ็คราชการต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกือบ 70% ของลูกค้าของบริษัทซึ่งเป็น SMEs ที่รับงานจากภาครัฐ มีความต้องการใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ภาพรวมครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทฯมีรายได้รวม 124.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.97 ล้านบาท หรือ 40.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 88.63 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 45.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.48 ล้านบาท หรือ 38.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 32.66 ล้านบาท
“ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยอดปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก “ลีซ อิท” มีผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าเอสเอ็มอีที่เป็นคู่ค้าภาครัฐ และคู่ค้าภาคเอกชน ได้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำ“ลีซอิท”ไม่ใช่“ลิซไอที”เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา มีการประกาศความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดสินเชื่อในปีนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมั่นใจว่าแนวโน้มรายได้ สินเชื่อ และกำไร จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ตามเป้าที่วางไว้อย่างแน่นอน”นายสมพล กล่าว
ที่ผ่านมา “ลีซ อิท” ปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่เป็นคู่ค้าของภาครัฐในหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสินเชื่อเช่าเหมาเครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงในมหาวิทยาลัยโครงการสินเชื่อเพื่อเปิด L/C เพื่อซื้อขายมิเตอร์ไฟฟ้า (Watt hour Meters) กว่า 200,000 เครื่อง ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) โครงการสินเชื่อเช่าซื้อชุดเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหาการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับคู่ค้าให้บริการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการ เพื่อสนับสนุนสัญญาจัดหาและติดตั้งเครื่องกั้นถนน 2 สัญญา รวมเป็นมูลค่าสัญญา 211 ล้านบาท ซึ่งการว่าจ้างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดหาและติดตั้งเครื่องกั้นถนนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 200 แห่งทั่วประเทศ โดยล็อตแรกมีสองสัญญาแบ่งเป็น 1. สัญญาจ้างเหมาจัดหาและติดตั้งเครื่องกั้นถนน 35 แห่ง แขวงบำรุงรักษาอาณัติสัญญาณแก่งคอย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น และธนบุรี มูลค่า 109 ล้านบาท
2. สัญญาจ้างเหมาจัดหาและติดตั้งเครื่องกั้นถนน 33 แห่ง แขวงบำรุงรักษาอาณัติสัญญาณลำชี มูลค่า 102 ล้านบาท ส่วนที่เหลือคาดจะมีการทยอยเซ็นสัญญาออกมาในระยะต่อไป
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่า จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะเป็นช่วง High season ของบริษัท ทำให้มั่นว่ายอดปล่อยสินเชื่อจะเติบโตตามเป้าที่วางไว้ โดยคาดว่าสินเชื่อ Factoring ในปีนี้จะเติบโตกว่า 100% มาอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มียอดรับซื้อหนี้การค้า 3,887 ล้านบาท
ขณะที่สินเชื่อ Bid Bond หรือสินเชื่อเพื่อออกหนังสือค้ำประกันซองประมูลสำหรับ SMEs คาดเติบโต 100% จากการที่งานภาครัฐเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินเชื่อเพื่อค้ำซองประมูลมากขึ้น ส่วนสินเชื่อ Project Backup Finance หรือ สินเชื่อเพิ่สนับสนุนโครงการ จะมีส่วนแบ่งรายได้ 30% ของรายได้เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เพราะผลิตภัณฑ์นี้ให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ซึ่งอาจไม่เหมาะสมที่จะไปเร่งยอดเติบโตในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ไปที่ระดับเป้า 3% ของยอดสินเชื่อคงค้าง โดยปีนี้ตั้งเป้าการสำรอง 2.50% ของสินเชื่อคงค้าง และตั้งเป้าคุมสัดส่วนเอ็รพีแอลที่ 2.50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมเช่นกัน
สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นวันนี้ (10ส.ค.) เปิดตลาดที่ราคา 12.10 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดครั้งก่อน และไต่ขึ้นไปซื้อขายสูงสุดที่ 12.20 บาท ก่อนอ่อนตัวลงมายืนซื้อขายที่ระดับราคาเปิดดังกล่าวในช่วงเช้า









