วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.อนุมัติงบตั้ง 'สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม'

ที่ประชุม ครม. อนุมัติงบประมาณ 750 ล้านบาท ตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม นำร่องผลักดันผลิตภัณฑ์จากข้าว

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอในการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม โดยอนุมัติงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินการ 5 ปี วงเงิน 750 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมออกสู่ตลาดอย่างน้อย 10 รายการ และมีมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปีแรกจะนำร่องผลักดันสินค้าอย่างน้อย 2 รายการ คือ น้ำมันจากข้าว และแป้งที่ทำจากข้าว

โดยสถาบันฯ ที่จะตั้งขึ้น เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนัก งานปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่ในการสร้างตลาดและกระตุ้นความต้องการสินค้าเกษตรนวัตกรรม ซึ่งจะเริ่มจากสินค้าข้าวก่อนขยายไปสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

สำหรับแผนระยะแรก (ปีที่ 1-3) จะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อทำตลาด และทำให้คนไทยรับรู้ถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวที่มีมากมาย และสามารถผลิตเป็นสินค้าที่มีมากมายส่วนแผนระยะที่ 2 (ปีที่ 4) จะใช้งบฯ 150 ล้านบาท ขยายเครือข่ายนักวิจัย นักลงทุนให้มากขึ้น และเพิ่มชนิดของผลิตภัณฑ์ที่จะออกสู่ตลาด และแผนระยะที่ 3 (ปีที่5-7)ใช้งบปีละ 100 ล้านบาท พัฒนามูลนิธิให้เป็นองค์กรมหาชน

ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโต่ได้ไม่ต่ำกว่า 3% แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/59 ที่ผ่านมาการบริโภคภาคเอกชนจะลดลง แต่ยังพบว่าบัญชีเงินฝากที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทปรับตัวสูงขึ้น และแสดงให้เห็นถึงการออมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 5% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็ชะลอตัวลง เห็นได้ชัดสุดคือบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลงทุนลดลงไปค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ การที่ภาครัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ก่อนหน้านี้ปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น โดยจากผลสำรวจแล้วมีเงินในส่วนนี้ถึง 3-4 แสนล้านบาท และพอเงินในส่วนนี้หายไปก็ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้า ๆ แต่ก็เชื่อว่าหลังจากขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยก็จะเดินได้ง่ายและเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่พื้นฐานยังแข็งแกร่งด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง อัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสม โดยทั้งนักลงทุนต่างชาติ ผู้ประกอบการภาคเอกชน และผู้บริโภค ต่างรอดูความชัดเจนจากภาครัฐบาล ทั้งในเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค.59 และการดำเนินตามโรดแมพของประเทศที่วางไว้ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนและการเมืองนิ่งขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยจะเติบโตได้ดีและรวดเร็วกว่าแต่ก่อน

"หากดูผิวเผินก็คงสรุปได้ว่าประเทศไทยใกล้จะแย่แล้ว แต่พอไปมองถึงภายใน ทั้งในเรื่องของเงินออม กำไรของบริษัทจดทะเบียน เห็นได้ชัดว่าคนไทยมีเงินเยอะขึ้น เอกชนทำกำไรได้ดีขึ้น แต่ต่างก็รอความชัดเจน และการเมืองที่นิ่งขึ้น หากเห็นความชัดเจนและนิ่ง เชื่อว่าจะดีแบบท่อน้ำแตกไปเลย คือ ดีแบบมาก ๆ เพราะได้ขจัดสิ่งสกปรกเกี่ยวกับทุจริตคอร์รัปชั่นออกไปแล้ว"นายสมชัย กล่าว