วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'เร่งทำแผนใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์ รอบเส้นทางรถไฟ

"สมคิด" เร่งทำแผนใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์รอบ 4 เส้นทางรถไฟ พร้อมเดินหน้าศูนย์พหลโยธิน ด้าน“อาคม”จ่อเสนอใช้ ม.44 แก้ปัญหาข้อจำกัดกฎหมาย

รัฐบาลนำร่องพัฒนาที่ดินรอบเส้นทางรถไฟ 4 โครงการ เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงพาณิชย์ พร้อมเปิดทางให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมประมูล โดยคาดว่าจะทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเสร็จภายใน 1 เดือน

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งทำแผนการใช้ที่ดินรอบๆโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบรางและมอเตอร์เวย์ เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐอย่างคุ้มค่าและเป็นการเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ไม่สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้

นายสมคิด กล่าวภายหลังการประชุมกับผู้บริหารกระทรวงคมนาคม วานนี้ (15 ก.ค.) ว่าให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงพาณิชย์ใน 4 โครงการสำคัญเร่งด่วน คือ 1.โครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เส้นทาง กทม.-โคราช 2. รถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง 3.รถไฟความเร็วสูงกทม.- หัวหิน และ 4.รถไฟทางคู่เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในเส้นทาง กาญจนบุรี-กทม.-แหลมฉบัง และ กาญจนบุรี-อรัญประเทศ

“ทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง4โครงการให้แล้วเสร็จภายใน1เดือนเพื่อรายงานให้นายกฯทราบความคืบหน้า”

นายสมคิดกล่าวว่าแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในเชิงพาณิชย์ต้องมีความชัดเจนในเรื่องพื้นที่ที่จะมีการให้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่นในแนวเส้นทางจะมีสถานีกี่แห่ง และสถานีควรจะตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง พื้นที่สถานีจะนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบใดได้บ้าง และจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมีผลตอบแทนอย่างไร เพื่อให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปหารือกับภาคเอกชนที่ต้องการลงทุน ซึ่งหากมีผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับความสนใจจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

“การพัฒนาพื้นที่รอบทางรถไฟและสถานีในเชิงพาณิชย์ จะต้องอยู่บนหลักการว่าได้จะเกิดประโยชน์สูงสุดทางด้านเศรษฐกิจ และยังช่วยประหยัดงบประมาณรัฐบาล การพัฒนาพื้นที่จะต้องระบุชัดเจนว่า รถไฟแต่ละโครงการควรมีกี่สถานี สถานีควรจะอยู่ตรงไหนบ้าง และจะใช้ประโยชน์จากที่ดินแต่ละจุดอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งนำแผนดังกล่าวไปใช้เป็นหลักเกณฑ์ให้นักลงทุนเอกชนนำไปคำนวณผลตอบแทนหากต้องการเข้าร่วมลงทุน เราต้องการให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกันประมูล โดยรัฐจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับ มั่นใจว่านักลงทุนจะไม่ขาดทุนแน่นอน โดยเฉพาะโครงการรถไฟเส้นกรุงเทพ-โคราชที่รัฐบาลไทยลงทุนเองทั้ง 100% นั้น รัฐบาลต้องการให้คนไทยเข้ามาร่วมลงทุนก่อนเป็นลำดับแรก แต่เราก็ไม่ได้กีดกันนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุน” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวส่วนประเด็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเวนคืนที่ดินที่ปัจจุบันพบว่ามีข้อจำกัดห้ามนำที่เวนคืนมาพัฒนาเชิงพาณิชย์นั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบเพื่อหาทางออก เชื่อว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งต้องหาวิธีอื่นๆเพื่อทำให้ถูกต้องตามกฎหมายและให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เร่งโครงการศูนย์พหลโยธิน

นายสมคิด กล่าวว่ายังได้เร่งรัดให้กระทรวงคมนาคมเร่งนำเสนอโครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน เข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมประมูลพัฒนาพื้นที่ เชื่อว่ารัฐบาลจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในโครงการนี้

นอกจากนี้กระทรวงยังได้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง คือ สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี รถไฟฟ้าสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรงและรถไฟฟ้าสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี โดยกระทรวงฯยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย โดยขณะนี้มีการขายซองประกวดราคาไปแล้วคาดว่าจะได้ตัวผู้รับเหมาโครงการทั้งหมดภายในเดือน พ.ย. นี้

รวมทั้งได้เร่งรัดให้ดำเนินการโครงการก่อสร้างถนนเข้าสู่ชนบท และโครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจด้านตะวันออก เพื่อให้มีการขนส่งสินค้าเร็วขึ้น โดยขอให้กระทรวงเร่งรัดโครงการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะขณะนี้เป็นช่วงที่สามารถเปลี่ยนอะไรหลายอย่างได้มาก โดยในช่วงวันหยุดนี้ขอให้กระทรวงทำงานต่อเนื่องไม่ต้องหยุดและตนจะมาติดตามงานที่กระทรวงคมนาคมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ติดข้อกฎหมายพร้อมเสนอใช้ม.44

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่รอบทางรถไฟอยู่ 2 ฉบับ คือ กฎหมายเวนคืนที่ดินและกฎหมายผังเมือง ซึ่งหากกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถดำเนินการในการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตามแผนของรัฐบาล กระทรวงจะเสนอให้ใช้กฎหมาย ม.44 ในการแก้ปัญหา

"การพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เราไม่ได้จะพัฒนาตั้งแต่กิโลเมตรแรกถึงกิโลเมตรสุดท้ายของโครงการ แต่เราจะดูว่าพื้นที่ใดที่มีศักยภาพ เช่น พื้นที่รอบสถานีตรงไหนที่จะเป็นพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเป็นเมืองหรือพื้นที่การค้าเราก็จะทำแผนในการพัฒนาส่วนนั้น เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มของโครงการรถไฟที่จะมีการลงทุน ซึ่งการแก้ปัญหาการใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์คงมีการทำในรูปแบบและกฎหมายปกติก่อน หากไม่สามารถแก้ไขข้อติดขัดได้ก็จะเสนอให้มีการใช้กฎหมายมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาต่อไป”นายอาคมกล่าว

คาดโครงสร้างพื้นฐานดันจีดีพีโต0.5%

นายอาคม ยังกล่าวในการงานสัมมนา “Mega Project :New Growth Engine, New Thailand” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและ “NOW26” ว่าตามแผนยุทธศาสตร์ คาดว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยกระตุ้นอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพีในปีนี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3-0.5% หรือ เติบโต 3.5% จากเดิมที่ประมาณการว่าจีดีพีทั้งปีนี้จะเติบโต3% และคาดว่าจีดีพี ปี 2560 จะเติบโต 3.5%

“จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก0.5%หรือ เติบโตในกรอบ 3.5-4%”

ทั้งนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศระยะ 20 ปี จำนวน 20 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 1.79 ล้านล้านบาท ซึ่งหลังจากที่หลายโครงการได้เข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เกิดการแข่งขันด้านราคา ทำให้วงเงินลงทุนรวมเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ แต่คุณภาพและมาตรฐานของโครงการยังเป็นไปตามที่ออกแบบไว้

แผนการลงทุนทั้งหมด 20 โครงการ มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วจำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งหลายโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างและกำลังจะเริ่มการก่อสร้างช่วงปลายปีนี้ หรือ ต้นปีหน้า

ขณะที่แผนปฏิบัติการในปี 2560 อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และจะสรุปได้ก่อนเดือน ต.ค. นี้ ซึ่งจะมีโครงการต่อเนื่องจากปี 2559 อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 และ 3 เป็นต้น ขณะที่โครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล 10 เส้นทาง ระยะที่ 1 จะเสร็จสิ้นในปี 2560 ที่คาดว่าจะมีการอนุมัติโครงการได้ครบทั้งหมด

นายอาคม คาดว่า โครงข่ายเหล่านี้จะสามารถเปิดให้บริการครบภายในปี 2565 เพื่อทำให้มีการใช้รถยนต์น้อยลง