ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ปรับตัวลงเล็กน้อย
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะพักฐาน จากการขาดปัจจัยบวดใหม่ๆสนับสนุน ขณะที่กระแสการไหลเข้าของเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มแผ่วลง โดยวานนี้ต่างชาติกลับมาขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,231 ล้านบาท ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ปรับตัวไร้ทิศทาง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐวานนี้ ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเพิ่มขึ้นเป็น 56.5 ในเดือน มิ.ย. 2559 จาก 52.9 ในเดือน พ.ค. 2559 ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
แนวรับ/แนวต้าน : 1440/1460 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา
หุ้นแนะนำ
THAI (28.00) : คาดผลประกอบการ 2Q59 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์จากราคาน้ำมันในช่วงต้น 2Q59 ที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ THAI ยังได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวที่ยังแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีน การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย และต้นทุนลดลงจากการปฏิรูปองค์กรในปี 58
KCE (105) : เรามองว่าแนวโน้มค่าเงินยูโรอ่อนจะมีผลกระทบจำกัดต่อ KCE จากการศึกษาของเราพบว่า Correlation ระหว่างค่าเงินบาทต่อยูโรและอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE ในช่วง 41 ไตรมาสย้อนหลังอยู่ที่ -0.29 ซึ่งสะท้อนว่าทิศทางค่าเงินยูโรไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะชีวัดทิศทางการดำเนินงานของผลประกอบการได้ เราจึงแนะนำซื้อสะสมเมื่ออ่อนตัว จากแนวโน้มอุตสาหกรรมแผงวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ที่สดใส
GCAP (3.50) : ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นโครงการสนับสนุนเงินทุนด้านการผลิต โครงการพักชำระหนี้เงินต้น และโครงการประกันภัยนาข้าว ทั้งนี้ GCAP มี market share สินเชื่อรถเกี่ยวข้าวสูงสุดในประเทศ อีกทั้งคาดผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงต้นปีจากการเข้าสู่ช่วง high season ซึ่งเป็นฤดูเกี่ยวข้าว การเปลี่ยนจาก el nino เป็น la nina ทำให้เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม และธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ ราคาทองคำทะยานต่อ ทะลุบาทละ 23,300 บาท ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 41 เดือน ด้านศูนย์วิจัยทองคาด ครึ่งปีหลังราคาเคลื่อนไหวในกรอบ 20,000 - 24,000 บาท หลังผล Brexit และเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยเป็นแรงหนุน แนะลงทุนด้วยความระมัดระวัง
+ "สรรพากร" ยันเก็บภาษี 40 บริษัทลงทุนตามสิทธิบีโอไอถูกต้องกฎหมายภาษีสรรพากรและบีโอไอมีความสอดคล้องชัดเจน แต่ปัญหาเกิดจากที่ปรึกษาแนะนำในทางที่ผิดทำให้เกิดการตีความไม่ถูกต้อง สั่งประธานส.อ.ท.แจงข้อเท็จจริงนักลงทุน ระบุภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม 2-3 พันล้านบาท
- อุตสาหกรรมรถยนต์ แจงรถคันแรก-เศรษฐกิจชะลอชนวนโตโยต้าปลดแรงงาน แนะรัฐจับตาค่ายรถขนาดเล็ก ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้รับผลกระทบลูกโซ่ ขณะ "กอบศักดิ์" ชี้แนวโน้มผลิตรถยนต์ในอนาคตหันใช้เครื่องจักร-หุ่นยนต์ แทนคน
- "แรงงาน" สั่งหน่วยงานพื้นที่ 3 จังหวัดเกาะติดใกล้ชิดปัญหาเลิกจ้าง เร่งหาตำแหน่งงานทดแทนคาดปัญหาไม่รุนแรง เหตุ "โตโยต้า" ส่งสัญญาณล่วงหน้า ดูแลแรงงานตามกติกา ย้ำแรงงานส่วนใหญ่มีฝีมือตลาดต้องการ ระบุยังไม่พบสัญญาณเสี่ยงจากบริษัทอื่น สหพันธ์แรงงานออกแถลงการณ์จับตาการดูแลแรงงาน
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดฟื้นตัวขึ้นในวันพุธหลังร่วงลงในช่วงแรก โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่า เฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วๆนี้ เนื่องจากวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของการลงมติของอังกฤษเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 78 จุดหรือ 0.44% สู่ 17,918.62 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 36.26 จุดหรือ 0.75% สู่ 4,859.16
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดดิ่งลงในวันพุธตามหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง หลังจากอังกฤษโหวตถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานก็ร่วงลงในวันพุธด้วย หลังจากราคาน้ำมันดิบดิ่งลงอย่างรุนแรงในวันอังคาร ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดดิ่งลง 81.78 จุด หรือ 1.25 % สู่ 6,463.59
- ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดร่วงลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ ขณะที่ความวิตกอีกครั้งเรื่องที่อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit เพิ่มความไม่แน่ใจเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกและกลุ่มการเงิน ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดดิ่งลง 290.34 จุด หรือ 1.85% มาที่ 15,378.99 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 1.8 % ในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบยังพุ่งขึ้นไปอีกในช่วงหลังตลาดปิดทำการ เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐอาจดิ่งลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 83 เซนต์ หรือ 1.8 % มาปิดตลาดที่ 47.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 45.92-47.95 ดอลลาร์









