วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินไหลกลับเอเชีย ลงทุนหุ้น-บอนด์

นักวิเคราะห์ เผย ทุนเคลื่อนย้ายกลับเข้าไทยอีกครั้ง หลังคลายกังวลกรณี “เบร็กซิท” ดันเงินบาทแข็งแตะ 35.05 ต่อดอลลาร์

นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อกรณีผลการโหวตของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (ยูโร) หรือ เบร็กซิท ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มไหลกลับภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนกลับมาคึกคัก

โดยวานนี้(4 ก.ค.) ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,454.56 เพิ่มขึ้น 9.57 หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 0.66% มูลค่าการซื้อขายรวม 54,031.77 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ 3,404.40 ล้านบาท ขณะที่ตลาดพันธบัตร นักลงทุนต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิรวม 5,090.15 ล้านบาท ส่วนค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 35.03-35.08 บาทต่อดอลลาร์

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า เงินบาทไทยปิดตลาดวานนี้ที่ 35.05 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจาก 35.13 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับปิดตลาดในประเทศเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สาเหตุที่เงินบาทกลับมาแข็งค่า เกิดจากแรงซื้อในหุ้นและบอนด์ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และลดความสนใจกับเบร็กซิทลง

เงินลงทุนไหลกลับตลาดเอเชีย

นายจิติพล กล่าวว่า สัปดาห์นี้มองว่านักลงทุนจะเริ่มคลายความกังวลในประเด็น เบร็กซิท และจะยังเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่อจากความเชื่อว่า ยูเค และ อียู จะสามารถหาข้อตกลงกันได้โดยเร็ว ส่งผลให้มีเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเอเชียจากกระแสการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นและน่าจะทำให้ค่าเงินตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้อง จับคือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในวันศุกร์ถ้าออกมาดีกว่าคาดก็มีความเป็นไปได้สูงที่ถ้าเงินดอลลาร์จะแข็งค่ากลับขึ้นมา เช่นกันโดยรวมค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในสัปดาห์นี้ให้กรอบค่าเงินบาทในช่วง 34.90-35.30บาทต่อดอลลาร์ 38.04-39.54 บาทต่อยูโร และ 0.3361-0.3480 บาทต่อเยน

ใส่เงินลงลุยตลาดบอนด์

นายจิติพล กล่าวว่า นักลงทุนยังคงกังวลตลาดที่มีความไม่แน่นอนกดดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อยู่ในระดับต่ำ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10ปี ปรับตัวลงไปที่ระดับ1.45% ในขณะที่บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10ปี ปิดสัปดาห์ไปที่ ระดับ 1.98% หรือปรับตัวลง 0.06% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

“นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศยังคงซื้อบอนด์เพื่อหลีกหนีความ ไม่แน่นอนจากปัญหา เบร็กซิท ในสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย พบว่าบอนด์ที่ได้รับความสนใจมากคือตราสารหนี้ระยะยาว(7-10ปี) เนื่องจากเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาเรลล์สนับสนุนมุมมองดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว”

สำหรับสัปดาห์นี้ เชื่อว่านักลงทุนจะเริ่มกล้ารับความเสี่ยงได้บ้างในช่วงสั้น โดยคาดว่าตลาดจะเริ่มขายตราสารหนี้ระยะสั้นและเข้าบอนด์ระยะยาวหรือหุ้นปันผลสูงต่อสำหรับสัปดาห์นี้คาดว่าบอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ10ปีจะซื้อขายอยู่ในช่วง 1.95-2.10%

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ กลุ่มงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เงินบาทวานนี้ แข็งค่าขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า ยังคงสอดคล้องกับสกุลเงินและทิศทางตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า ยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องจากช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้า

ด้าน นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ มีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อ หลังความกังวลเรื่องเบร็กซิทลดลง อีกทั้งธนาคารกลางหลายประเทศ เริ่มหามาตรการป้องกันปัญหา ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งพันธบัตรรัฐบาล เงินดอลลาร์ และเงินเยน ปรับลดลง

ทั้งนี้ปัจจัยหนุนตลาดไทย คือ เม็ดเงินที่ลงทุน เป็นบวกต่อตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยนักลงทุนจะกลับเข้ามาลงทุนหุ้นในประเทศมากขึ้น จากแรงกระตุ้นการลงทุน-การใช้จ่ายของภาครัฐ และการเตรียมเปิดประมูลโครงการใหญ่ๆ ด้านคมนาคมและการขนส่ง โดยปัจจัยในประเทศ ที่จะมีผลต่อหุ้นเป็นรายตัว คือ การเข้ามาเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 กรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ที่ 1,440 -1,468 จุด

หุ้นเอเชียปรับขึ้นยกแผง

ด้านความเคลื่อนไหว หุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง วานนี้ (4 ก.ค.) โดยดัชนีนิกเคอิในตลาดโตเกียวขยับขึ้น 0.6% เป็นการปรับตัวขึ้นวันที่ 6 ติดกัน ดัชนีหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงพุ่งขึ้น 1.3% ตลาดเซี่ยงไฮ้สูงขึ้น 1.9% ตลาดโซลเพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนหุ้นยุโรปก็ปรับตัวขึ้นเช่นกันช่วงเปิดตลาด โดยตลาดลอนดอนบวก 0.4% ตลาดแฟรงเฟิร์ตเพิ่มขึ้น 0.2% ตลาดปารีสสูงขึ้น 0.3%

ด้านค่าเงินตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินริงกิตที่แข็งค่าขึ้น 0.14% เปโซแข็งค่า 0.18% และดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งค่าขึ้น 0.06% เพราะนักลงทุนคลายความวิตกกรณี“เบร็กซิท”

การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้น มีขึ้นหลังจากนักลงทุนคาดว่าประเทศต่างๆ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มจากเกาหลีใต้ ที่รับปากว่าจะออกมาตรการกระตุ้นมูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนญี่ปุ่นก็มีการคาดหมายว่าจะเพิ่มมาตรการคิวอี สำหรับโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ก็เหือดหายไป โดยนักลงทุนมองว่าความไม่แน่นอน สืบเนื่องจาก“เบร็กซิท”น่าจะทำให้เฟดคงดอกเบี้่ยไว้ที่ระดับเดิมไปจนถึงเดือนธ.ค.เป็นอย่างน้อย

นายริชาร์ด เจอร์แรม นักเศรษฐศาสตร์แห่งแบงก์ออฟสิงคโปร์ กล่าวว่า ภาพรวมแล้วผลกระทบของ“เบร็กซิท”ที่มีต่อเศรษฐกิจดูค่อนข้างจำกัด และเน้นหนักอยู่ในอังกฤษเท่านั้น ส่วนสหภาพยุโรปก็ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากเท่าอังกฤษ