"เวิลด์แบงก์" แนะไทยเร่งปฎิรูปด้านทักษะ "แรงงาน-การศึกษา" และควรสร้างโอกาสการเข้าสู่สังคมสูงวัย ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
นายอูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง ภาคการเงินและการคลังเข้มแข็ง ทำให้ไทยพ้นจากการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการดำเนินนโยบายการลงทุนภาครัฐ การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการ และการที่อายุประชากรวัยทำงานสูงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยภายใน 5 ปีข้างหน้า
"ประชากรสูงวัยกำลังท้าทายไทย แต่เป็นโอกาสการปฏิรูปครั้งสำคัญ ช่วยส่งเสริมการสูงวัยให้มีสุขภาพดี และมีผลิตภาพสำหรับคนไทยมากขึ้น การเตรียมรับสังคมสูงวัย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรปรับปรุงคุณภาพการศึกษา และยกระดับทักษะให้สูงขึ้น เพราะกำลังแรงงานที่ลดลง และการเพิ่มจำนวนผู้หญิงเข้าสู่ตลาดงาน และการให้ความมั่นใจว่า การดูแลผู้สูงวัยจะมีความเหมาะสมและยั่งยืน"
ด้านนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประชากรวัยทำงานของไทยคาดจะลดลงอีก 11% จากเดิม 49 ล้านคนในปีนี้ จะลดลงเหลือ 40.5 ล้านคนในปี 2583 ซึ่งการคาดการณ์นี้ จะเห็นว่าไทยมีประชากรวัยทำงานลดลงมากที่สุด กว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
ดังนั้นการเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน จึงมีความสำคัญมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้สูงอื่นๆ แล้ว ประชากรสูงวัยของไทยมีรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่ามาก ซึ่งช่วยย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูปนโยบายหลายด้าน ทั้งด้านบำนาญการดูแลสุขภาพ และการดูแลผู้สูงวัยในระยะยาว
ทั้งนี้ ไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตสดใส และมีจำนวนประชากรหนุ่มสาวค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก โดยเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกปีนี้คาดเติบโต 6.3% และอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีประชากรรวม 600 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญ พร้อมด้วยศักยภาพมนุษย์และทรัพยากร โดยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทั้งด้านการค้า และการลงทุนเหล่านี้ได้









