ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้าง โดยการฟื้นตัวขึ้นแรงของตลาดวานนี้ อาจจำกัดการปรับขึ้นต่อของตลาด และมีปัจจัยกดดันจากการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง ประกอบกับทิศทางการไหลของเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติยังไม่ชัดเจน จากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมากด้วยกรณี BREXIT ทำให้แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐในปีนี้ชะลอออกไป
แนวรับ/แนวต้าน : 1410/1435 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา
หุ้นแนะนำ
KCE (91) : เรามองว่าแนวโน้มค่าเงินยูโรอ่อนจะมีผลกระทบจำกัดต่อ KCE จากการศึกษาของเราพบว่า Correlation ระหว่างค่าเงินบาทต่อยูโรและอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE ในช่วง 41 ไตรมาสย้อนหลังอยู่ที่ -0.29 ซึ่งสะท้อนว่าทิศทางค่าเงินยูโรไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะชีวัดทิศทางการดำเนินงานของผลประกอบการได้ เราจึงแนะนำซื้อสะสมเมื่ออ่อนตัว จากแนวโน้มอุตสาหกรรมแผงวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ที่สดใส
ASEFA (6.00) : เราแนะนำให้ทยอยซื้อสะสม เนื่องจาก ASEFA ได้รับผลบวกจากทิศทางของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการไฟฟ้าโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราคาดกำไร 2Q59 ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องจากงานทั้งภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังมีการประมูลใหม่ๆเข้ามา นอกจากนี้ในช่วง 2H59 ยังเป็นช่วง high season ของธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจุบัน ASEFA ซื้อขายที่ PEปี59 เพียง 10 เท่า และคาดอัตราปันผลที่ประมาณ 5%
GCAP (3.50) : ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นโครงการสนับสนุนเงินทุนด้านการผลิต โครงการพักชำระหนี้เงินต้น และโครงการประกันภัยนาข้าว ทั้งนี้ GCAP มี market share สินเชื่อรถเกี่ยวข้าวสูงสุดในประเทศ อีกทั้งคาดผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงต้นปีจากการเข้าสู่ช่วง high season ซึ่งเป็นฤดูเกี่ยวข้าว การเปลี่ยนจาก el nino เป็น la nina ทำให้เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม และธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
CK (35.50) : คาดกำไร 2Q59 โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (ปกติรายได้ประมาณไตรมาสละ 9 พันล้านบาท) อีกทั้งคาดว่าจะมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ สศช. ชงแผนลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกวันนี้ วางกรอบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 2.2 ล้านล้าน คาดดึงเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย 1.9 ล้านล้าน เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกรองรับในสัปดาห์หน้า นายกฯสั่ง “สมคิด” รายงานความคืบหน้าพัฒนาอู่ตะเภาทุก 3 เดือน พร้อมตั้ง “กานต์” วางแผนพัฒนาพื้นที่โดยรอบ 160 ตารางกิโลเมตร
+ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มรายได้สูงและการท่องเที่ยวเชิงแพทย์และสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) ถูกระบุให้เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรม “S-Curve” ตัวจักรสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
+ นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) เปิดเผยว่า เคทีอยู่ระหว่างเจรจาว่าจ้างบริษัท บีทีเอส ให้เข้ามาเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายตอนเหนือช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และส่วนต่อขยายตอนใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่ได้รับมอบมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยสัญญาเดินรถดังกล่าวจะเริ่มในปี 2559 และสิ้นสุดในปี 2585 หรือมีระยะสัญญาว่าจ้าง 26 ปี คาดว่าการเจรจาจะได้ข้อยุติเร็ว ๆ นี้
+ “คลัง” สั่ง บสย.เข้าค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มสตาร์ทอัพ วงเงิน 1 หมื่นล้าน พร้อมอุดหนุนภาระค่าธรรมเนียมช่วงแรกของการทำธุรกิจและเพิ่มสัดส่วนรับภาระหนี้เสียกับสถาบันการเงิน ระบุมาตรการทางการเงินและการคลังมากเพียงพอสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ
ปัจจัยต่างประเทศ
- โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ เตือนเศรษฐกิจอังกฤษอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยช่วงต้นปี 2560 หลังผลประชามติอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) พร้อมปรับลดคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจอังกฤษลง 0.5% อยู่ที่ 1.5% ในปีนี้ และร่วงลงแตะ 0.2% ในปีหน้า ลดลงจากคาดการณ์ถึง 1.8% และลดคาดการณ์เศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซนลง 0.5% อยู่ที่ 1.25% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ส่วนเศรษฐกิจโลกในปีนี้อยู่ที่ 3.1% ลดลงจากตัวเลขก่อนหน้า 0.1%
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงอีกในวันจันทร์ หลังอังกฤษลงมติออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้ตลาดร่วงลงสองวันมากที่สุดในรอบราว 10 เดือน โดยดัชนี Nasdaq ร่วงกว่า 2% จากความวิตกว่า Brexit อาจกระทบการใช้จ่ายด้านการลงทุนในภาคเทคโนโลยี ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วง 260.51 จุดหรือ 1.50% สู่ 17,140.24 และดัชนี Nasdaq ปิดดิ่งลง 113.54 จุดหรือ 2.41% สู่ 4,594.44
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลง 2.8 % ในวันจันทร์ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็รูดลงแตะจุดต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์ในระหว่างวัน โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และจากภาวะไม่แน่นอนในตลาด หลังจากชาวอังกฤษโหวตเลือกที่จะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ส.ค.ดิ่งลง 1.31 ดอลลาร์ หรือ 2.8 % มาปิดตลาดที่ 46.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 45.83-47.96 ดอลลาร์ โดยจุดต่ำสุดของวันจันทร์ตรงกับจุดต่ำสุดรอบ 1 เดือนที่ทำไว้ในวันที่ 17 มิ.ย.









