กำไรไตรมาส 1/59 ทำสถิติสูงสุดใหม่ตามคาด; กำไรไตรมาส 2/59 ขยายตัว YoY ต่อเนื่อง
ตามคาด
CHG รายงานกำไรหลักทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาสที่ที่ 157 ล้านบาทในไตรมาส 1/59 เพิ่มขึ้น 18% YoY และ 10% QoQ ตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่เราและตลาดคาด
ประเด็นหลักปลประกอบการ
กำไรไตรมาส 1/59 สูงที่สุดทำสถิติตามคาด เนื่องจากรายได้ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นและการควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย รายได้ค่ารักษาพยาบาลทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาสที่ 886 ล้านบาทในไตรมาส 1/59 เพิ่มขึ้น 21% YoY และ 10% QoQ (แบ่งออกเป็น 53% A-Class, 32% ผู้ป่วยปรกันสังคมและ 12% ผู้ป่วยตามระบบการดูแลสุขภาพแห่งชาติหรือผู้ป่วยภายใต้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค) รายได้จากค่ารักษาพยาบลที่น่าประทับใจเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วย A-Class 23% YoY, 11% สำหรับผู้ป่วยประกันสังคมและ 48% สำหรับผู้ป่วยตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค อัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 0.5% YoY ที่ 17.7% ในไตรมาส 1/59 จากอัตรากำไรขั้นต้นของการรักษายาบาลที่บางลง 0.3% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้น 0.3% (ค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมราคาของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3) ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบ QoQ กำไรเติบโตเพิ่มขึ้นเนื่องจากไฮซีซั่นและอัตราการรองรับผู้ป่วยใหม่ของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 และอัตรากำไรสุทธิดีขึ้น 1.0% QoQ เนื่องจากอตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ลดลง 1.0% QoQ โดยบริษัทอยู่ในสถานะเงินสดสุทธิ ณ สิ้นเดือนมี.ค.
แนวโน้ม
แม้ว่าในช่วงเม.ย.-มิ.ย. จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น CHG น่าจะสามารถรายงานกำไรไตรมาส 2/59 เพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลงเล็กน้อย QoQ แม้ว่าตัวฐาตัวเลขจะค่อนข้างสูงในไตรมาส 1/59 แต่รายไดจากค่ารักษาพยาบาลในไตรมาส 2/59 น่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุดเนื่องจากพื้นที่บริการใหม่ของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 และจุฬารัตน์ 9 และการเพิ่มขึ้นของอัตราการรองรับผู้ป่วยจากการขยายพื้นที่ให้บริการในโรงพยาบาลที่ดำเนินงานอยู่เดิม ทั้งนี้เราตั้งสมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมว่า อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยดขายน่าจะเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ สะท้อนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มพื้นที่รองรับผู้ป่วยใหม่ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น สำหรับกำไรส่วนเพิ่มจากโรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยอง (ซื้อกิจการมาวันที่ 1 พ.ค.) น่าจะยังคงเล็กน้อยเท่านั้นในไตรมาส 2/59 นอกจากกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/59 เราคาดเงินปันผลระหว่างปีต่อหุ้นอยู่ที่ 0.014 บาท สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนส.ค.และจ่ายปันผลในเดือนก.ย.
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
กำไรหลักไตรมาส 1/59 คิดเป็น 23% ของประมาณการปี 2559 ของเราและของตลาด เรายังคงไม่เปลี่ยนแปลงประมาณการกำไรที่กำไรเติบโต 26% ในปี 2559 ซึ่งหนุนให้ CHG เป็นผู้นำการเติบโตในกลุ่มการแพทย์ ปัจจัยหลักหนุนการเติบโตของรายได้ค่ารักษาพยาบาลในปี 2559 (เพิ่มขึ้น 20% และเพิ่มจากการเข้าซื้อกิจการจากการขยายตัวของพื้นที่ให้บริการ และการซื้อกิจการโรงพยาบาลอื่น) และอัตรากำไรหลักที่ฟื้นตัว(เพิ่มขึ้น 0.6% YoY ที่ 17.7% ในปี 2559) เนื่องจากอัตรากำไรที่ลดลงต่ำลงมากชั่วคราวในไตรมาส 3/58 จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายประกันสังคม
คำแนะนำ
เราชื่นชอบ CHG เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งที่ 26% ในปี 2559-2560 เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 (คิดด้วยวิธี DCF) ที่ 3.30 บาทต่อหุ้น อ้างอิงจากค่า WACC 8.4% และ terminal growth rate 2.0% ราคาหุ้นที่ลดลงล่าสุด (ลดลง 10% จากระดับสูงสุดที่ 3.06 บาท ในวันที่ 18 เม.ย.) แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเข้าซื้อสะสม แม้ว่ามูลค่าหุ้นในปี 2559 ดูค่อนข้างสูงแต่ยังดูน่าสนใจจากค่า PER ปี 2560 ที่ 35.6 เท่า ซึ่งหมายถึง PEG ที่ 1.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและกลุ่มที่เราให้คำแนะนำที่ 2.7 เท่า









