กำไรไตรมาส 4/58 แข็งแกร่งตามคาด
ตามคาด
BJC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% YoY สอดคล้องกับประมาณการของเรา กำไรที่แข็งแกร่งมีปัจจัยหลักจากผลประกอบการธุรกิจหลักที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสายธุรกิจอุปโภคบริโภค
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
ยอดขายธุรกิจบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ 4.86 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.8% YoY หนุนโดยยอดขายขวดแก้วและกระป๋องอลูมิเนียมเพิ่มขึ้น 7.5% และ 6% ตามลำดับ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 17.4% ในไตรมาส 4/57 มาอยู่ที่ 19.3% ในไตรมาส 4/58 จากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตามกำไรของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเพียง 5% YoY เป็น 430 ล้านบาทเนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานผลิตขวดแก้วในประเทศมาเลเซีย
ยอดขายธุรกิจอุปโภคบริโภครวมเพิ่มขึ้น 3.6% YoY มาอยู่ที่ 4.05 พันล้านบาทในไตรมาส 4/58 โดยยอดขายอาหารหดตัวลง 2.5% YoY ในขณะที่ยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหารปรับตัวลง 5.4% YoY รายได้ธุรกิจต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น 23.2% YoY จากอุปสงค์ในประเทศเวียดนามที่ดีขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของธุรกิจอุปโภคบริโภคหดตัวลงอย่างมากถึง 40% YoY มาอยู่ที่ 381 ล้านบาทจากการตัดค่าใช้จ่ายการตลาด ส่งผลให้กำไรกระโดดสูงขึ้น 502% YoY มาอยู่ที่ 119 ล้านบาท
ยอดขายสายธุรกิจการแพทย์และสายวิศวกรรมเพิ่มขึ้น 5% YoY มาอยู่ที่ 2.17 พันล้านบาท จากยอดขายสายธุรกิจยาและเครื่องมือแพทย์ที่ดีขึ้นหลังรัฐบาลปรับเพิ่มงบ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 33% คงที่ YoY ในขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 8.8% มาอยู่ที่ 224 ล้านบาท
แนวโน้ม
เราคาดกำไรไตรมาส 1/59 จะเติบโตราว 5-10% YoY โดยมองว่าตั้งแต่ไตรมาส 2/59 เป็นต้นไปกำไรสุทธิส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับกำไรของ BIGC และต้นทุนทางการเงินในการเข้าซื้อ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เรายังคงใช้ประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายเดิม โดยเราจะนำงบ BIGC มารวมหลังดีลเข้าซื้อและแผนทางการเงินเสร็จสิ้นแล้ว
คำแนะนำ
ราคาหุ้นที่ปรับขึ้น 10% ตั้งแต่การปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" หลังการเข้าซื้อ BIGC ส่งผลให้ไม่มีอัพไซด์ต่อราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 อีกต่อไป เรายังคงมีมุมมองที่ดีต่อดีลเข้าซื้อและมองว่าการเข้าซื้อจะเพิ่มมูลค่าต่อ BJC ในระยะยาว แต่ด้วยราคาหุ้นในปัจจุบัน เราแนะนำรอภาพแผนทางการเงินและผลประโยชน์จากการเข้าซื้อ BIGC ชัดเจนก่อน เราจึงปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ”









