วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (27 ม.ค.59)

มีลุ้นเรื่องน้ำมัน

คาดว่าหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ แม้จะไม่มาก จากความหวังว่า OPEC กับ รัสเซีย จะเจรจาลดกำลังการผลิตน้ำมันกันได้ แม้โอกาสความเป็นไปได้ยังไม่มากก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศก็เป็นบวก ไม่ว่าจะเป็นข่าวไทยจะร่วมลงขัน AIIB มุมมองบวกจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ นายกยืนยันเลือกตั้ง ก.ค. 60 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงพอสมควร

หุ้นเด่นวันนี้: GFPT (ราคาปิด 11.90 บาท; NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 12.96 บาท)

บมจ. จีเอฟพีที ประกอบธุรกิจชำแหละและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ บริษัทฯ เป็นหุ้นที่น่าจะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องและปัญหาอุปทานส่วนเกินของเนื้อไก่ภายในประเทศมีแนวโน้มคลี่คลายลงในปีนี้ ในปี 2558 ปัญหาอุปทานส่วนเกินของไก่ส่งผลให้ราคาเนื้อไก่ในประเทศปรับตัวลดลง ~10% มาอยู่ที่ 37 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าอุปสงค์และอุปทานของเนื้อไก่จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพได้ในปีนี้หลังจากที่ทางการไทยได้สั่งห้ามการนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ ม.ค.57 จากปัญหาไข้หวัดนกระบาดในสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานเนื้อไก่เริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2/59 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทงวดไตรมาส 4/58 มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY สนับสนุนโดย 1) ปริมาณการส่งออกไปยังญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มขึ้น 2) อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจากราคากากถั่วเหลืองที่ลดลง (ใช้เป็นส่วนผสม ~35% ของวัตถุดิบอาหารสัตว์) และ 3) ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม (GFN,McKey) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ตามประมาณการของ Bloomberg consensus คาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 22% ในปี 59 และเติบโตชลอลงเป็น 9% ในปี 60 ทั้งนี้ รูปแบบราคาของ GFPT ได้เกิดสัญญาณซื้อในรายวันและรายสัปดาห์ซึ่งบ่งชี้ความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้น-กลาง หากราคาหุ้นสามารถปิดตลาดโดยยืนเหนือ 10.70 บาทในวันศุกร์นี้ก็จะกลับมาเกิดสัญญาณซื้อในรายเดือนด้วย ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 13.20 บาทต่อไป โดยมีจุด Stop Loss ในรอบนี้อยู่ที่ 11.00 บาท (แนวต้าน: 12.00, 12.20, 12.50; แนวรับ: 11.80, 11.60, 11.30)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• นายกประยุทธ์ จันโอชา กล่าววานนี้ว่าจะมีการเลือกตั้งก่อน ก.ค.60 เป็นไปตามแผน 6-4-6-4 ของรัฐบาล แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูกปฏิเสธจากสภาปฏิรูป นายกปฏิเสธที่จะอธิบายถึงแผนการรับมือต่อเหตุการณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ผ่านประชามติ โดยได้กล่าวว่าจะเปิดเผนดังกล่าวก็ต่อเมื่อร่างดังกล่าวไม่ผ่านประชามติจริง (The Nation)ความเห็น: นี่เป็นการขยายระยะเวลาที่ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในปีนี้เนื่องจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญถูกกำหนดขึ้นประมาณ ก.ค.-ส.ค. นี้

• ส่งออกหดตัวเกือบ 6% ในปี 58 การส่งออกตลอดปี 58 หดตัว 5.8% สู่ระดับ 2.4137 แสนล้านดอลลาร์ (7.22 ล้าน ลบ.) แย่กว่าที่กระทรวงคาดว่าจะลดลง 5.5% เพราะราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าคาด โดยน้ำมันและผลผลิตเกี่ยวเนื่องคิดเป็น 11% ของการส่งออกในไทย นำเข้าร่วง 11% สู่ระดับ 2.0265 แสน ลบ. ซึ่งมากที่สุดในรอบหกปี ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 1.172 หมื่น ลบ. (The Nation)ความเห็น: กระทรวงคาดว่าปี 59 จะพลิกกลับมาเติบโตได้ แต่ก็น่าจะต้องหนุนจากน้ำมันและเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัว โดยทั้งคู่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่

• เห็นชอบวงเงิน 5.282 หมื่นลบ. เข้าร่วม AIIBครม.วานนี้ได้เห็นชอบงบประมาณ 5.282 หมื่น ลบ.เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ไทยเพื่อเข้าร่วมธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) ที่นำโดยจีน และไทยจะถือหุ้นธนาคารราว 1.43% และจะแบ่งจ่ายเป็น 5 งวดๆ ละ 2.112 พัน ลบ. งวดแรกในสิ้นปี 62 (Bangkok Post)

• ผู้ค้าปลีกหวังยอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงตรุษจีน ผู้ค้าปลีกรายใหญ่คาดการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะสูงขึ้นในช่วงวันตรุษจีนซึ่งตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ในปีนี้ เช่น เทสโก้โลตัสคาดยอดขายจะเพิ่มขึ้น 20% ในช่วงเวลาดังกล่าว ระหว่างที่เดอะมอลล์กรุ๊ปและฟิวเจอร์พาร์คคาดยอดขายจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะไม่สามารถบอกตัวเลขคาดการณ์ได้ชัดเจน (The Nation)

• ผู้ประกอบการสร้างบ้านมองบวกในปี 59 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านคาดความต้องการในการสร้างบ้านด้วยตัวเองในปีนี้จะสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ เนื่องจากผู้บริโภคได้แสดงความสนใจอย่างมากในปี 58 แต่ได้ยืดเวลาตัดสินใจออกไปก่อนเนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ สมาคมฯคาดการสร้างบ้านด้วยตัวเองจะเติบโต 15% อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ (Bangkok Post)

• VGI (Bt3.70, AWS TP Bt4.20) รายงานผลกำไรสุทธิงวด 3QFY59 (ต.ค.-ธ.ค.58) อยู่ที่ 232 ลบ. ลดลง 3% QoQ และ 23% YoY หากไม่รวมกำไรพิเศษ 10 ลบ. บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ 222 ลบ. เพิ่มขึ้น 11% QoQ แต่ยังคงลดลง 15% YoY บริษัทประกาศจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการช่วง เม.ษ.-ก.ย.58 ที่ 0.05 บาทต่อหุ้น วันขึ้นเครื่องหมาย XD 8 ก.พ. 59 (SET)ความเห็น: กำไรสุทธิเป็นไปตามการประมาณการของบลูมเบิร์กที่ 224 ลบ. แต่สูงกว่าที่เราประมาณการไว้ที่ 195 ลบ. เรายังคงคำแนะนำ “ถือ”

ต่างประเทศ

• โอเปกและรัสเซียก้าวสู่การเจรจาถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาภาวะน้ำมันดิบล้นตลาดในช่วงหลายทศวรรษ โอเปกย้ำว่าโอเปกจะพิจารณาการปรับลดกำลังการผลิต แต่เหล่าผู้ผลิตนอกโอเปกต้องดำเนินการแบบเดียวกันด้วย จนถึงตอนนี้ รัสเซียปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตามแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นทางฝั่งรัสเซียเพื่อป้องกันรายได้ของรัฐและหลีกเลี่ยงความไม่พอใจของประชาชนเนื่องจากค่าเงินรูเบิลอ่อนตัวแตะระดับต่ำสุดที่เคยมีมาเมื่อสัปดาห์ก่อนและจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาในอีก 2 ปีข้างหน้า (Reuters)

• เบาะแสการขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 2 วันนี้ซึ่งได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันอังคาร อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะกลั่นกรองความเห็นของเฟดเพื่อวัดว่าความปั่นป่วนทั่วโลกในช่วงนี้จะมีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอย่างไร (Reuters)

• ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันอังคาร เนื่องจากเฟดได้เริ่มการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายระยะเวลา 2 วัน โดยที่ราคาพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีล่าสุดเพิ่มขึ้น 7/32 และให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.999% ลดลงจาก 2.022% เมื่อวันจันทร์ (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดีดกลับกว่า 1% เมื่อวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและผลประกอบการอันแข็งแกร่งจาก3เอ็ม, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล 10 ภาคหลักของ S&P 500 ปิดบวกทั้งหมด นำโดยภาคพลังงานที่ขยับขึ้นถึง 3.78% ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 3.7% จากความหวังว่าโอเปกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาน้ำมันล้นตลาด (Reuters)

• ความคาดหวังโดยรวมเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P500 ยังคงอ่อนแอ ส่วนใหญ่มาจากเรื่องราคาน้ำมัน คาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทใน S&P500 โดยเฉลี่ยจะลดลง 4.9% จากข้อมูลของทอมสัน รอยเตอร์ หากไม่รวมกลุ่มพลังงาน คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนีดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น 1.1% (Reuters)

• ราคาบ้านสำหรับครอบครัวเดี่ยวในสหรัฐในเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 16 เดือน ดัชนี S&P/Case Shiller Composite ซึ่งสำรวจ 20 เมืองใหญ่ เพิ่มขึ้น 5.8% YoY ในเดือนพ.ย. เทียบกับ 5.5% ในเดือนต.ค. สูงกว่าประมาณการที่ 5.7% จากผลสำรวจจากรอยเตอร์ซึ่งสอบถามนักเศรษฐศาสตร์และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับแต่เดือนก.ค. 57 (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารฟื้นตัวสูงขึ้นชดเชยกันการหดตัวลงก่อนหน้านี้ นำโดยราคาหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดีดตัวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ โดยราคาน้ำมันดิบมีการฟื้นตัวท่ามกลางความคาดหวังว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะเจรจาหาทางออกในการบรรเทาภาวะอุปทานส่วนเกินในปัจจุบัน (Reuters)

เอเชีย:

• ตลาดหุ้นจีนเมื่อวันอังคารปรับตัวลดลงกว่า 6% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน จากแรงขายอย่างรุนแรงหลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอีกครั้ง ประกอบกับนักลงทุนยังมีความกังวลต่อการอ่อนค่าที่มากขึ้นของเงินหยวน แม้ว่า PBOC พยายามที่จะทำให้เงินหยวนมีความเสถียรภาพมากขึ้นก็ตาม (Reuters)

• การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในปีนี้ของจีนจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมประหยัดภาษีไปได้ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 5.6 แสนล้านหยวน จากที่จ่ายในปี 2558 (Reuters)

• นาย Akira Amari รมว.เศรษฐกิจญี่ปุ่นเตรียมอธิบายในประเด็นข้อกล่าวหาการติดสินบน โดยคาดว่าจะมีการจัดประชุมแถลงข่าวในวันพฤหัสบดีนี้ (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันดิบสหรัฐขึ้นกว่า 4% วันอังคาร ด้วยความหวังของนักลงทุนว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกโอเปคจะมีควาบคืบหน้าไปสู่ข้อตกลงการลดกำลังการผลิตในช่วงนี้ที่มีผลผลิตล้นตลาดในรอบหลายทศวรรษ น้ำมันดิบสหรัฐบวก 1.11 ดอลลาร์ (+3.7%) ปิดที่ 31.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ปรับขึ้น 1.30 ดอลลาร์ (+4.26%) ปิด 31.80 ดอลลาร์(Reuters)

• ราคาทองขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 12 สัปดาห์ในวันอังคาร แม้หุ้นจะแข็งแกร่งก็ตาม นักลงทุนก็เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยจากการที่ Fed เริ่มประชุม โดยคาดจะมีการบอกใบ้เกี่ยวกับจังหวะเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป ราคาทองคำตลาดจรปรับขึ้น 1.3% อยู่ที่ 1,121.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบ ก.พ. ปรับขึ้น 1.3% อยู่ที่ 1,120.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จุดสูงสุดนับแต่ต้น พ.ย. (Reuters)