ไตรมาสที่ชะลอตัวได้ผ่านไปแล้ว คาดช่วงไฮซีซั่นของปิโตรเคมีหนุนกำไรหลักไตรมาส 1/59
ประเด็นการลงทุน
เรามองว่าผลประกอบการที่อ่อนตัวในไตรมาส 4/58 ได้ผ่านไปแล้ว ในขณะที่ความคาดหมายราคาและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้นจากช่วงไฮซีซั่นและกำไรหลักที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/59 จะช่วยหนุนราคาหุ้น โดยราคาหุ้น PTTGC อยู่ในเกณฑ์ถูก ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ระดับ PER ปี 2559 ที่ 6.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 10.5 เท่าอยู่ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 13.2 เท่าอยู่มากและคิดเป็นส่วนต่างราคา HDPE ที่เพียง 500 เหรียญต่อตันเมื่อเทียบกับตัวเลขปัจจุบันที่ 782 เหรียญต่อตัน
คาดกำไรหลักไตรมาส 4/58 อ่อนตัวลง
เราคาด PTTGC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 ที่ 5,514 ล้านบาท พลิกกลับจากขาดทุนสุทธิในไตรมาส 4/57 และเพิ่มขึ้น 357% QoQ โดยมีปัจจัยหลักจาก 1) ผลขาดทุนสต็อกสินค้าที่ลดลง, 2) กำไรจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบ และ 3)กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับขาดทุนในไตรมาส 4/57 และ 3/58 หากไม่รวมผลขาดทุนสต็อกสินค้ามูลค่า 2.5 พันล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมูลค่า 308 ล้านบาท และ กำไรจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบมูลค่า 2.2 พันล้านบาท กำไรหลักไตรมาส 4/58 จะอยู่ที่ 5,517 ล้านบาท ลดลง 21% YoY และ 7% QoQ.
ปัจจัยหลักของกำไรหลักที่หดตัวนั้นได้แก่ 1) ปริมาณขายโอเลฟินส์ที่ลดลง (จากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน), 2) ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่หดตัวลง (ทั้ง YoY และ QoQ), 3) ส่วนต่างราคาเบนซินที่อ่อนตัวลง (ทั้ง YoY และ QoQ), 4)ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น และ 5)ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น ทั้งนี้ EBITDA มาร์จิ้นของธุรกิจโอเลฟินส์คาดอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 21% ในไตรมาส 4/58 จาก 25% ในไตรมาส 4/57 และ 24% ในไตรมาส 3/58 จากราคา HDPE ที่ลดลง (ลดลง 20% YoY และ 7% QoQ มาอยู่ที่ 1,153 เหรียญต่อตัน) อย่างไรก็ตามส่วนแบ่งกำไรหลักที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจโรงกลั่นและอะโรเมติกส์น่าจะช่วยชดเชยกำไรที่อ่อนตัวลงของธุรกิจโอ้ลฟินส์ได้บ้าง
คาดปริมาณขายและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นหนุนกำไรไตรมาส 1/59 เติบโต QoQ
เราคาดกำไรหลักไตรมาส 1/59 ของ PTTGC จะเพิ่มขึ้น QoQ หนุนโดยปริมาณขายอะโรเมติกส์ที่เพิ่มขึ้น (ไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน) และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้น จากอุปสงค์ในช่วงไฮซีซั่นของปิโตรเคมีก่อนเทศกาลตรุษจีน กอปรกับสมดุลอุปสงค์-อุปทานที่ตึงตัวเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนส่วนต่างราคาปิโตรเคมีในไตรมาส 1/59 ตั้งแต่ต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบัน ส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาเฉลี่ยตั้งแต่ต้นไตรมาส 1/59
จนถึงปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น 4% YoY และ 2% QoQ มาอยู่ที่ 723 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ส่วนต่างราคา PX เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 32% YoY และ 7% QoQ มาอยู่ที่ 439 เหรียญสหรัฐต่อตัน อย่างไรก็ตามกำไรหลักไตรมาส 1/59 มีแนวโน้มอ่อนตัวลง YoY จากปริมาณขายโอเลฟินส์ที่หดตัว (จากโรงงานที่ปิดซ่อมบำรุงหลายแห่ง)และค่าการกลั่นตลาดที่ลดลง โดยค่าการกลั่นตลาดของ PTTGC คาดหดตัวลง 10% YoY และ 14% QoQ มาอยู่ที่ 5.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่อ่อนตัวลง
อาจมีความเสี่ยงต่อกำไรไตรมาส 4/58 จากการตั้งด้อยค่า แต่มองมีอัพไซด์ต่อกำไรหลักปี 2559
เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆได้ปรับตัวลงในปีที่แล้ว เรามอง PTTGC อาจมีความเสี่ยงต่อกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 จากการตั้งด้อยค่าในสินทรัพย์ต่างประเทศ อย่างไรก็ตามส่วนต่างราคา HDPE ที่แข็งแกร่งในปี 2559 จนถึงปัจจุบันอาจเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรหลักปี 2559 โดยส่วนต่างราคาเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันที่ 723 เหรียญสหรัฐต่อตันนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ 549 เหรียญสหรัฐต่อตันถึง 32% หนุนโดยปัจจัยอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้น และอุปทานที่ตึงตัว และสูงกว่าประมาณการของเราที่ 650 เหรียญสหรัฐต่อตัน









