คลังเผยภาษีรถยนต์แบบใหม่ กระทบรถ 1,800-2,500 ซีซี ดันราคาปรับขึ้น3-5% ขณะที่เงินเข้าคลังรัฐเพิ่ม 8 พันล้าน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงความคืบหน้าการเก็บภาษีรถยนต์แบบใหม่ จากเดิมเรียกเก็บตามประเภทและขนาดความจุเครื่องยนต์ เป็นการเรียกเก็บตามการปล่อยมลพิษหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (C02) จากบริษัทผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้ารถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2559 ว่าขณะนี้มีความคืบหน้ากว่า 80% โดยรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นรถยนต์ขนาดกลางนขาดเครื่อง 1,800 - 2,500 ซีซี เท่านั้น ซึ่งการปรับภาษีดังกล่าวส่งผลให้ราคารถยนต์ปรับขึ้น 3-5% คาดว่าพร้อมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบได้ภายในต้นเดือนมกราคม 2559
ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า ภาษีรถยนต์แบบใหม่ทำให้อัตราการเก็บภาษีเพิ่มไม่เกิน 5% ในรถยนต์ขนาดกลางเครื่อง 1,800 - 2,500 ซีซี ส่วนอีโคคาร์ และรถซูเปอร์คาร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังคงเก็บภาษีในอัตราเดิม
"การเก็บภาษีแบบใหม่ ทำให้รัฐมีแนวโน้วเก็บรายได้เพิ่มขึ้นราว 7-8 พันล้านบาท จากการจำหน่ายรถยนต์นั่งภายในประเทศปี 2558 ที่มีอยู่ราว 7 แสนคัน และในปี 2559 อีกประมาณ 8 แสนคัน การปรับภาษีดังกล่าวอาจทำให้มีการแข่งขันทางการตลาดกันมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคเองที่เป็นผู้ตัดสินใจซื้อ ซึ่งทางกรมสรรพสามิตไม่มีอำนาจในการควบคุมราคารถ" อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว
ขณะที่ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบออกป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (Eco sticker) เผยว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมามีการอนุมัติการ Eco sticker ให้กับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารถยนต์ ไปแล้วจำนวน 677 ป้าย เชื่อว่าภายในเดือนนี้น่าจะเห็นแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดเว็บไซต์ www.car.go.th ที่รวบรวมข้อมูลของรถยนต์แต่ละรุ่นและแต่ละยี่ห้อ เกี่ยวกับอัตราภาษีของรถยนต์แต่ละรุ่น โครงสร้างภาษีและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งเครื่องยนต์ การปล่อยมลพิษ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนก่อนตัดสินใจซื้อรถ
สำหรับแนวทางการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เบื้องต้นมี 5 แนวทาง คือ
1. ผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้าต้องนำรถยนต์ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือที่รู้จักโดยทั่วไปคือ R83 ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าว จะมีค่าการปล่อย CO2 ปรากฏอยู่ในผลการตรวจสอบ และรถยนต์บางประเภทต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety)
2. ผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้า ต้องนำผลการตรวจสอบเข้าสู่ระบบของ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เพื่อให้ค่าดังกล่าวปรากฏอยู่ใน Eco Sticker และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสรรพสามิต สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) ก่อนที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จะตรวจสอบรายละเอียดที่ได้นำเข้าสู่ระบบดังกล่าว หากถูกต้องครบถ้วน ก็จะพิมพ์ Eco Sticker ให้ผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้าต่อไป
3. ผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้า ต้องยืนยันผลการตรวจสอบดังกล่าวให้กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร แล้วแต่จุดความรับผิดเกิด เพื่อให้กรมสรรพสามิตหรือกรมศุลกากรจะได้จัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อย CO2 เป็นสำคัญ
4. Eco Sticker ที่ผู้ผลิตในประเทศหรือผู้นำเข้าได้รับจากกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการตรวจสอบถูกต้องแล้ว จะต้องนำไปปิดไว้ที่รถยนต์ทุกคัน ณ จุดขาย เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้รับทราบถึงการปล่อย CO2 และอัตราการใช้พลังงาน
5.กรณีที่รายละเอียดในคำขอการออก Eco Sticker ดังกล่าวยังไม่ครบถ้วน ผู้ผลิตในประเทศหรือผู้นำเข้าสามารถใช้ข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากลเบื้องต้นแทนก่อนได้ และนำป้ายข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้วมายื่นกับหน่วยงานของรัฐภายใน 45 วัน









