วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พักฐานยังไม่จบ

เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : พักฐานยังไม่จบ

ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มซึมลงได้ต่อ หลังหลุดแนวรับสำคัญ 1350 จุดลงมาก็มีโอกาสได้เห็น 1330 จุดซึ่งเป็นแนวรับสำคัญด่านถัดไป ปัจจัยกดดันภายในประเทศคือ ความกังวลว่ายุโรปจะคว่ำบาตรไทยในเร็วๆนี้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศก็ไม่มีเรื่องดีเข้ามาหนุน ความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความอ่อนแอของราคาน้ำมัน และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐยังคงกดดันตลาดโดยรวม แนะนำติดตามตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ซึ่งเราคาดว่ามีแนวโน้มรายงานออกมาดีกว่าหลายฝ่ายคาด บวกกับการประชุม OPEC ในวันศุกร์นี้น่าจะยังไม่มีการปรับลดกำลังการผลิต เน้น Take profit และถือเงินสดมากขึ้นในพอร์ต ส่วนหุ้นในพอร์ตแนะนำเล่นสั้น หลีกเลี่ยงกลุ่มการบินและพลังงานในช่วงนี้

แนวรับ/แนวต้าน : 1330/1380 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

นักลงทุนระยะสั้น : ASEFA (6.5), BDMS (25.50)

ASEFA (6.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ และได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy โดยจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center ในระยะยาวอีกด้วย

BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

- การบินไทย รับต้องจับตาเอียซ่าประกาศ 10 ธ.ค.นี้ หลังเอฟเอเอประกาศลดมาตรฐานการบิน หวั่นปลดล็อกธงแดงในปีหน้าไม่ได้กระทบแผนธุรกิจปี 2560 ด้าน "สมคิด" ยันผลเอฟเอเอไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ขณะ "อาคม" มั่นใจปลดล็อกไอซีเอโอได้ในเดือน ส.ค.2559

- หุ้นสายการบินวูบยกลุ่ม รับผลกระทบกรณีเอฟเอฟเอลดมาตรฐานการบินเข้าสหรัฐ ขณะที่ "การบินไทย" หนักสุด ราคาต่ำสุดรอบ 6 ปี โบรกเกอร์คาดรับผลทางอ้อมอาจสูญรายได้จากการให้บริการรูปแบบเที่ยวบินร่วมไปสหรัฐ จากปัจจุบันมีรายได้ 0.8% ของรายได้รวม แนะเกาะติด "เอียซ่า" ประกาศ 10 ธ.ค.นี้ คาดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมประเมินเป็นปัจจัยซ้ำเติม ฉุดราคาหุ้น และรายได้สายการบินอีกระลอก

- "แบงก์ชาติ" เผยที่ประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและไทยที่ช้ากว่าคาด ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าคาด ทำให้หนี้เสียเพิ่มมากขึ้น วิตกการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์พบพฤติกรรมความเสี่ยงเพิ่ม ขณะสินทรัพย์โตต่อเนื่อง หวั่นเกิดปัญหากระทบเสถียรภาพการเงิน "วิรไท" มั่นใจเศรษฐกิจไทยรับมือ "เฟด" ขึ้นดอกเบี้ยได้ระบุ เงินหยวนเข้า "เอสดีอาร์" หนุนทุนจีนเข้าไทย

+ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการในโครงการรถไฟฟ้า 5 สาย ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และการจัดหาบริษัทเดินรถโครงการส่วน ต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้เร็วขึ้นกว่าปกติ

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,729.68 จุด ร่วงลง 158.67 จุด หรือ -0.89%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (2 ธ.ค.) นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เฟดพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปรับตัวลงเมื่อคืนนี้

+ ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น 25.28 จุด หรือ 0.40% ที่ 6,420.93 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 ธ.ค.) หลังมอร์แกน สแตนลีย์ปรับเพิ่มความน่าลงทุนของหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์รายใหญ่ ซึ่งช่วยหนุนให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวทะยานขึ้น

- ดัชนีนิกเกอิปิดลบ 74.27 จุด หรือ 0.37% แตะที่ 19,938.13 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนลังเลที่จะเข้าซื้อหุ้นล็อตใหญ่ ก่อนที่จะทราบผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และวาระที่สำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลกในสัปดาห์นี้

+ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนม.ค.ร่วงลง 1.91 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 39.94 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (2 ธ.ค.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันหลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เฟดพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้