ประเด็นหลักจากโรดโชว์ในยุโรป
ประเด็นการลงทุน
เราพาผู้บริหารของ SCC และทีมนักลงทุนสัมพันธ์ไปพบกับนักลงทุนในเยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เราเข้าพบเป็นนักลงทุนระยะยาว ดังนั้นประเด็นที่พูดคุยส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องกลยุทธ์ของบริษัท การขยายธุรกิจและแนวโน้มของธุรกิจในระยะยาว โดยข้อมูลที่เราได้ทำให้เรามีมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของบริษัทในระยะยาวชัดเจนขึ้น โดยในระยะสั้นถึงกลาง ธุรกิจปิโตรเคมีจะมีบทบาทสำคัญในการเติบโตของบริษัท ในขณะที่แผนการขยายธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในอาเซียนนั้นไม่เพียงช่วยหนุนให้บริษัทสามารถเติบโตในระดับสูงได้ยาวนานขึ้น แต่จะเป็นฐานรายได้ที่สำคัญของบริษัทที่ช่วยสร้างให้กำไรมีเสถียรภาพในระยะยาวอีกด้วย เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ที่ 650 บาท
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างชะลอตัวในระยะสั้น
อุปสงค์ของซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มทรงตัวในไตรมาส 3/58 และ 9 เดือนแรกของปี 2558 เรามองว่า เป้าหมายการเติบโตของอุปสงค์ของซีเมนต์ที่ 2-3% ในปีนี้ของบริษัท (ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโต 8-10% ในไตรมาส 4/58) ไม่น่าจะเป็นไปได้ อุปสงค์จากกลุ่มอสังหาฯ ซึ่งคิดเป็น 50% ของอุปสงค์รวมทั้งประเทศ ยังคงอ่อนตัวและไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/58 เรามองว่าอุปสงค์จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 1/59 แต่ราคาจะกลับมาเป็นประเด็นเนื่องจากมีอุปทานใหม่ของ TPIPL เข้ามา เราเชื่อว่าการเติบโตของกำไรอย่างชัดเจนน่าจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2559 เป็นต้นไปหนุนโดยการขยายตัวในภูมิภาคอาเซียน
แหล่งรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้น
SCC ตั้งเป้าที่จะขยายฐานรายได้จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยครึ่งหนึ่งของ CAPEX จำนวน 250 พันล้านในอีก 5 ปีข้างหน้าจะลงทุนในธุรกิจนี้ เรามองว่าแผนกลยุทธ์นี้น่าจะทำให้บริษัทมีฐานรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้นเนื่องจากรายได้จากธุรกิจซีเมนต์นั้นมีความผันผวนตามวงจรเศรษฐกิจน้อยกว่าธุรกิจปิโตรเคมีและน่าจะเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทที่ช่วยลดผลกระทบจากช่วงขาลงของธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งอาจจะเกิดหลังปี 2563 ในมุมมองของเราฐานกำไรที่มีเสถียรภาพมากขึ้นน่าจะส่งผลให้ SCC สามารถขึ้นไปซื้อขายในระดับ Multiple ที่สูงขึ้นได้ในระยะยาว
ธุรกิจปิโตรเคมียังคงแข็งแกร่ง
แม้ว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง แต่ส่วนต่างราคา PE-แนพทาน่าจะยังคงสูงต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยปี 2563 จากอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและอุปสงค์ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังคงค่อนข้างคงที่ ในระยะกลาง สาย PP จะกลายเป็นอีกปัจจัยกระตุ้นการเติบโต จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ของสินค้าทุนและภาวะอุปทานตึงตัวหลังปี 2560
แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/58 โดยรวมยังคงดูดี
เราเชื่อว่า ตลาดกังวลต่อภาวะอุปสงค์ของซีเมนต์ที่ชะลอตัวกว่าที่คาดและการขาดทุนจากสินค้าคงคลังจากการลดลงของราคาแนพทาและเอทิลีนมากเกินไป เนื่องจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทและส่วนต่างราคาที่ขยายตัวมากขึ้นของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (HDPE-เอทิลีน) น่าจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ ผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาท ในไตรมาส 3/58 ในขณะที่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทน่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 500 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เราคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 3/58 ที่ 10.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% YoY แต่ลดลง 24% QoQ โดยการเพิ่มขึ้น YoY หนุนจากผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง ในขณะที่การลดลง QoQ เนื่องจากการขาดทุนในสินค้าคงคลัง (เทียบกับกำไรในไตรมาส 2/58) และไม่มีรายได้เงินปันผลจากโตโยต้า









