ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง
ดัชนีตลาดปิดส่งท้ายสัปดาห์ที่ 1,346.35 จุด ทั้งสัปดาห์ดัชนีตลาดปรับตัวลดลง 30.48 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 3.2 หมื่นล้านบาท แรงขายกระจายออกมาในหุ้นกลุ่มนำตลาด ปลายสัปดาห์เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีกลุ่มไอเอสในซีเรีย นักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นฝ่ายซื้อสุทธิเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ ดัชนีตลาดมีสัญญาณปรับตัวขึ้นทางเทคนิค แต่ระยะกลางขึ้นไปได้ดัชนีตลาดยังเคลื่อนตัวอยู่ในแนวโน้มขาลง
ปัจจัยทางเทคนิค
จากกราฟรายสัปดาห์ ดัชนีตลาดปรับตัวลดลงหลุดเป้าหมาย 161.8% Fibonacci Projection ที่ 1,357 จุด ดัชนีตลาดมีทิศทางปรับตัวลดลงเข้าหาแนวรับของช่องแนวโน้มขาลงระยะกลาง และมีจุดต่ำเก่าที่ 1,292 จุดเป็นแนวรับถัดไป ปริมาณการซื้อขายลดลง
การเกิดสัญญาณกลับตัวรูปสองยอดบน (Double Top) เมื่อดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นทำจุดสูงที่ 1,620 จุด ท่ามกลางสัญญาณ Bearish Divergence ทำให้ดัชนีตลาดปรับตัวลงแรง ดัชนีตลาดที่ปรับลดลงเข้าหาแนวรับของจุดต่ำเก่าที่ 1,292 จุด อาจทำให้เกิดสัญญาณปลายตลาดขาลงแบบ Bullish Divergence
กรณีที่ดัชนีตลาดไม่ปรับตัวลงทำจุดต่ำกว่า 1,292 จุด การปรับตัวลงของคลื่นปรับ (Corrective Wave) อาจจบคลื่น 2)รองที่จุดต่ำที่ 1,292 จุด และดัชนีตลาดจะยืนยันการจบคลื่นปรับเมื่อดัชนีตลาดสามารถปิดเหนือแนวต้านของช่องแนวโน้มขาลงที่ระดับ 1,440 จุด+/-
สัญญาณ Oscillator จากกราฟรายสัปดาห์ สัญญาณทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นลบ
จากกราฟรายวัน ดัชนีตลาดแกว่งตัวแคบๆเข้าหาแนวรับของช่องว่าง (Gap) ที่ 1,320 – 1,338 จุด ปริมาณการซื้อขายลดลง หลังดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านของเส้น Multiple Moving Average แบบ Long – Term Investor (MMA2) ที่เรียงตัวแบบตลาดขาลง แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นได้และดัชนีตลาดเกิดสัญญาณกลับตัวรูป Double Top
สัญญาณ Oscillator จากกราฟรายวัน สัญญาณทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นลบ โดยสัญญาณ Modified Stochastic ปรับตัวเข้าสู่เขตขายมากเกิน (Oversold) จะทำให้ดัชนีตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นทางเทคนิคระหว่างการซื้อขายหรือระหว่างวัน แต่ระยะกลางขึ้นไปดัชนีตลาดยังเคลื่อนตัวอยู่ในแนวโน้มขาลง
ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ในรอบสัปดาห์นี้ มีกรอบแนวต้านอยู่ที่ 1,357 – 1,370 จุด และมีกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,335 – 1,325 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน บวกกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดการไถ่ถอนเงินลงทุนจากตลาดหุ้น จึงแนะนำให้ถือเงินสด และหากต้องการเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานเมื่อดัชนีตลาดปรับลดลงเข้าหาแนวรับที่ 1,338 จุด+/- ควรถือเงินสดอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต









