กรมธรรม์ที่มีอัตรากำไรสูงช่วยเน้นผลตอบแทน
ประเด็นการลงทุน
BLA หันมาให้ความสนใจต่อผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น เช่น ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ระยะยาว และประกันชีวิตสินเชื่อ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งค่าสำรองเผื่อหนี้สูญฯมากเท่าที่เราประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายความว่าอาจมีอัพไซด์ต่อประมาณการของเรา (รวมทั้งมีผลตอบแทนจากตราสารหนี้ในไตรมาส 4/58 สูงขึ้น) อย่างไรก็ตาม เราใช้มุมมองเชิงอนุรักษ์นิยม และใช้ประมาณการกำไรปี 2558 เดิมที่ 4.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% YoY และ ปี 2559 ที่ 5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% YoY เรายังคงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ที่ 67 บาท อิงมูลค่าธุรกิจที่ 31.26 บาทต่อหุ้น และมูลค่าการสร้างธุรกิจใหม่ (VNB) ที่ 35.8 บาท
เน้นการเติบโตของกำไร โดยเพิ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงมากขึ้น
BLA ปรับความสนใจจากกรมธรรม์ระยะสั้นในปีที่แล้วมาเป็นกรมธรรม์ระยะยาว (ซึ่งประกอบไปด้วย ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ประกันชีวิตสินเชื่อ และ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ เช่น ประกันเกนเฟิสต์ 245 พลัส) ในปี 2558 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าบริษัทตั้งใจที่จะเพิ่มกำไรมากกว่ายอดขาย (ผ่านอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น) ทั้งนี้เราประเมินว่าเบี้ยประกันปีแรกและรายได้จากกรมธรรม์ในปี 2558 ของ BLA จะหดตัวลง 10% และ 8% ตามลำดับ พร้อมกันนี้ BLA ร่วมมือกับบริษัทไทยรีประกันชีวิต (THREL) ในการริเริ่มขายกรมธรรม์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ (กรมธรรม์เฮทต์พลัส) ในไตรมาส 3/58 ซึ่งเรายังไม่ได้คำนวณปัจจัยนี้ในประมาณการของเรา
การสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯจะกลับสู่ภาวะปกติปี 2558
การให้ความสนใจกับกรมธรรม์ระยะยาวที่มีอัตรากำไรสูงขึ้นนั้นหมายถึงความจำเป็นในการตั้งค่าสำรองฯในปี 2558 ที่ลดลง หลังมีการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯจำนวนมากในปี 2557 ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นประมาณ 80% ของเบี้ยประกันทั้งหมด) ทั้งนี้ BLA ไม่มีแผนที่จะตั้งค่าสำรองเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ หลังบริษัทได้ตั้งค่าสำรองฯไปแล้วกว่า 1.73 พันล้านบาทในไตรมาส 1/58 และ 3.3 พันล้านบาทในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามบริษัทแนะว่าการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯจะอยู่ระหว่าง 67-70% ของเบี้ยประกันทั้งหมด (โดยกิจการสำรองฯ 65% ใน 1H15 และ 80% ในปี 2557) เราจึงมองว่าบริษัทน่าจะตั้งค่าสำรองฯอยู่ที่ 70% ของเบี้ยประกันทั้งหมดในปีนี้ พร้อมกันนี้ BLA ยังไม่มีแผนที่จะกลับค่าสำรองความเสี่ยงดอกเบี้ยมารับรู้เป็นรายได้หากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงในปี 2559
เป้าหมาย ROI ของ BLA ที่ 4.8% ในปี 2558 และ 2559 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้บริหารย้ำว่า ROI ในปี 2558 จะอยู่ที่ 4.8% (ไม่รวมกำไรจาการลงทุน) หลังครึ่งแรกของปีมี ROI ที่ 5.5% ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในปลายปีนี้อาจทำให้ BLA มีโอกาสในการซื้อสะสมตราสารหนี้ระยะยาวได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทได้ลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ โดยมีผลตอบแทนอยู่ที่ 6% ไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด) เราจึงคาดว่า BLA จะมี ROI ปี 2558 ที่ 4.8% (ไม่รวมกำไรจาการลงทุน)ตามเป้า
อัตราส่วนเงินกองทุนสินทรัพย์เสี่ยงที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตระยะยาว โดยไม่ต้องเพิ่มทุน
เนื่องจากบริษัทห้นมาให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรเพิ่มขึ้น เรามองว่า อัตราส่วนเงินกองทุนของ BLA ณ สิ้นปี 2558 จะอยู่สูงกว่า 400% จากเดิมอยู่ที่ 410% ณ สิ้นปี 2557 ซึ่งผู้บริหารแนะว่าการที่ BLA มี อัตราส่วนเงินกองทุนที่แข็งแกร่งจะช่วยให้บริษัทสามารถบุกตลาดไปยังต่างประเทศได้หรือลงทุนในตราสารการเงินที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้น (เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) เพื่อส่งผลให้ ROI แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในไตรมาส 2/58 อยู่ที่ 347%









