เข้าซื้อกิจการ Gas Cracker ที่สหรัฐ นับเป็นโครงการที่ 5 ในปี 2558
ประเด็นการลงทุน
ในมุมมองของเรา คาดการณ์ผลประกอบการหลักปี 2558 ที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง จากส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่เติบโตขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีอัพไซด์สำหรับประมาณการกำไรในระยาวของบริษัทจากโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งจะทำให้บริษัทกลับมามีแนวโน้มเติบโตสดใสอีกครั้ง มูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังคงถูก โดยซื้อขายที่ค่า PER ณ สิ้นปี 2559 ที่ 15.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 19.8 เท่าอยู่ 0.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า PBV ณ สิ้นปี 2559 ที่ 1.3 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เข้าซื้อกิจการ gas cracker ของสหรัฐ-โครงการที่ 5 ของปี 2558
เมื่อวานนนี้ บริษัทประกาศว่า บริษัท Indorama Ventures Olefins LLC บริษัทในเครือของ IVL ได้เข้าเซ็นสัญญาซื้อขายเพื่อที่จะเข้าไปถือหุ้น 75% ของโรงงานผลิตโอเลฟินส์แห่งหนึ่งใน Lake Charles, Louisiana จากบริษัท Occidental Chemical เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2558 โดยโรงงานแห่งนี้สามารถนำวัตถุดิบอีเทนและโพรเพนไปใช้ในการผลิตเอทิลีนจำนวน 370,000 ตันต่อปีและโพรพิลีน 30,000 ตันต่อปี โดยสัดส่วนการถือหุ้น 24% ที่เหลือถือโดยคุณ SP Lohia ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจโรงงานโอเลฟินส์มายาวนาน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 4/60 หลังจากการปรับปรุงและซ่อมแซมโรงงานแล้วเสร็จ นับตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงปัจจุบันบริษัทได้เข้าซื้อกิจการไปแล้วทั้งหมด 5 โครงการ(รูปที่1)
เป็นการขยายธุรกิจขึ้นไปต้นน้ำ (upward integration) พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการขยายธุรกิจขึ้นไปต้นน้ำเพื่อจะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาตลอดทั้งห่วงโซ่ของผลิตภัณฑ์ เรามีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จากการที่เป็นโรงแครกเกอร์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบในสหรัฐฯ ซึ่งมีอุปทานก๊าซอีเทนและโพรเพนจำนวนมากและต้นทุนค่อนข้างถูกจากแหล่ง shale gas (รูปที่ 2) โดยจะส่งผลให้ IVL เป็นบริษัทไทยบริษัทแรกทีได้ประโยชน์จากการพัฒนา shale gas ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ PTTGC วางแผนที่จะเริ่มโรงงาน shale gas ในปี 2564 โดยส่วนต่างราคาจะสูงกว่าโรงแครกเกอร์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบในเอเชียและโรงแครกเกอร์ที่ใช้แนฟทาเป็นวันถุดิบ ในขณะที่ส่วนต่างราคาของเอธิลีนในสหรัฐฯปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 600-750 เหรียญดอลลาร์/ตัน เทียบกับ 370-400 เหรียญดอลลาร์/ตันสำหรับโรงแครกเกอร์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบในเอเชียและโรงแครกเกอร์ที่ใชแนฟทาเป็นวัตถุดิบ
ต้นทุนการเข้าซื้อกิจการ (รวมต้นทุนการปรับปรุงโรงงาน) อยู่ที่ประมาณ 400-500 ล้านเหรียญดอลลาร์ (อัตราผลตอบแทนของโครงการอยู่ที่ 18-20%) ซึ่งถูกกว่าการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ประุมาณ 50% การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวคาดเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรในระยะยาว (ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป)
เราประเมินในเบื้องต้นว่ากำไรของ IVL ในระยะยาวน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากประมาณการปัจจุบันของเราและมูลค่าหุ้น (คิดจากวิธี DCF) น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 บาท/หุ้น
มีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรจากการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมในอนาคต
นอกจากการเข้าซื้อกิจการที่สำเร็จไปแล้ว เรามองว่าบริษัทยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2558 รวมถึงผลประกอบการในระยะยาวของบริษัท จากการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมในอนาคต โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเข้าซื้อกิจการอีกในไตรมาส 4/58 และตลอดช่วงปี 2559









