"พล.อ.ฉัตรชัย" เตรียมเยือนปากีสถานช่วงกลางเดือน ส.ค. นี้ หลังครม.ไฟเขียวเจรจาเอฟทีเอ ไทย-ปากีสถาน เร่งเพิ่มโอกาสการส่งออกไปตลาดขนาดใหญ่
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมนำคณะภาครัฐและเอกชนเดินทางเยือนปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมประชุม JTC ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 12-13 สิงหาคม 2558 ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เปิดการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ปากีสถาน
สำหรับการประชุมรัฐมนตรีการค้าของทั้ง 2 ประเทศจะประกาศเริ่มการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-ปากีสถาน และจะหารือแนวทางความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมทั้งทำให้การค้า 2 ฝ่ายมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งจะพิจารณาความร่วมมือสาขาที่แต่ละฝ่ายมีศักยภาพและสามารถดำเนินการ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหาร เกษตรและประมง ยานยนต์และชิ้นส่วน และสิ่งทอ เป็นต้น โดยปากีสถานเป็นแหล่งทรัพยากรด้านอัญมณี และประมงที่สำคัญของไทย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยกับปากีสถานในสาขา อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรกล คู่ขนานไปกับการประชุม โดยมีนักธุรกิจไทยกว่า 30 ราย
หลังจากนี้ไทยจะเดินหน้าเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการเจรจาจัดทำเอฟทีเอ ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 1 ระหว่างเดือนกันยายน 2558 เพื่อให้แผนการเจรจาจัดทำความตกลงเอฟทีเอ ไทย-ปากีสถานเสร็จภายในกลางปี 2560 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2561 จากปี 2557 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1,016 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ปากีสถานถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน หรืออันดับ 6 ของโลก และยังมีที่ตั้งได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์การค้า สามารถเป็นประตูการค้า เพื่อกระจายสินค้าของไทย ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ภาคตะวันตกของจีน เอเชียกลางและภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า การค้าเสรีระหว่างไทยและปากีสถานจะช่วยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.08-0.32
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้เปิดการเจรจาไทย-ตุรกี หลังจากตุรกีตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับไทย ทำให้ไทยต้องเสียภาษีในอัตราปกติ ซึ่งการจัดทำเอฟทีเอจะช่วยให้ไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากตุรกีเป็นการถาวร เอื้อประโยชน์โดยตรงให้กับไทยในการเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง เนื่องจากตุรกีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลกเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรประมาณ 80 ล้านคน ซึ่งตุรกีจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการเจรจาจัดทำเอฟทีเอ ไทย-ตุรกี ครั้งที่ 1 ระหว่างเดือนกันยายน 2558 เพื่อผลักดันแผนให้การเจรจาจัดทำความตกลงเอฟทีเอไทย-ตุรกี เสร็จภายในปลายปี 2559 โดยจากการศึกษาพบว่าการจัดทำเอฟทีเอจะส่งผลให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.03 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 65.9 – 76.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ









