กำไร 2Q5 เติบโตเทียบรายไตรมาส
2Q58 กำไรดีต่อเนื่อง
เราคาดผลประกอบการใน 2Q58 ของ STEC จะมีกำไรสุทธิราว 335 ล้านบาท เติบโตเพียง 5% QoQ แม้ว่าบริษัทจะบันทึกรายได้เพิ่ม 17% QoQ อยู่ที่ระดับ 5 พันล้านบาท แต่ว่าอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะปรับลดลงเป็น 10.5% เนื่องจากมีการบันทึกรายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นดีได้สิ้นสุดลงไปตั้งแต่ไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับรายปีปรับลด 17% YoY มาจากการบันทึกรายได้ลดลง 5% YoY และรายได้อื่นๆบันทึกราว 50 ล้านบาท ลดลง 55% YoY สาเหตุจากผลตอบแทนเงินลงทุนที่ลดลงเนื่องจากบริษัทนำเงินไปลงทุนเตรียมขยายธุรกิจอื่น
รอรับงานใหม่ช่วงปลายปี
ผู้บริหาร STEC คาดว่าการรับงานในช่วงครึ่งปีหลังจะสูงขึ้นโดยเฉพาะใน 4Q58 จากงานภาครัฐ เช่น โครงการมอเตอร์เวย์ (พัทยา-มาบตาพุด) มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท และ รถไฟทางคู่ 3 สาย มูลค่ารวม 5.4 หมื่นล้านบาท ซึ่ง STEC เตรียมพร้อมเข้าประมูล ขณะเดียวกัน STEC มีโอกาสรับงานจากแผนขยายงานโรงไฟฟ้าจาก EGAT เช่น โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าพระนครใต้ มูลค่ารวมราว 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเรายังคงคาดในปี 2558 STEC มีโอกาสรับงานได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท หลังจากในช่วงต้นปีมีการรับงานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่) แล้ว 4.2 พันล้านบาท และอยู่ระหว่างรอรับงานต่อเนื่องจากโรงไฟฟ้า SPP ที่อยู่กำลังดำเนินการก่อสร้างมูลค่าราว 5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้งานในมือเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 4.7 หมื่นล้านบาท อยู่ที่ระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท
ปรับคำแนะนำ“เก็งกำไร”
เราปรับคำแนะนำลดลงเป็น “เก็งกำไร” จากเดิมที่แนะนำ “ซื้อ” หลังจากที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มกว่า 17% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ส่วนต่างราคาเริ่มจำกัดลง โดยมีผลตอบแทนรวม ณ ปัจจุบัน 7% ขณะที่มีประเด็นบวกใน 2H58 จากโอกาสการรับงานที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกัน STEC อยู่ระหว่างพิจารณาการลงทุนจากที่ดินของบริษัท ทั้ง 3 แห่ง คือ 1) บริเวณใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 14 ไร่ 2) ถ.พระราม 3 จำนวน 8 ไร่ 3) ถ บางนาตราด ก.ม. 4 จำนวน 28 ไร่ ซึ่งการลงทุนอาจเป็นการพัฒนาที่ดินเพื่อทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรืออาจขายทำกำไรกรณีได้ราคาที่น่าสนใจ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ STEC ในอนาคตซึ่งเรายังไม่รวมอยู่ในประมาณการ









