สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (21 – 27 พ.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปเคลื่อนไหวไม่ชัดเจน โดย DJIA -0.7%, DAX -0.7% ขณะที่ CAC ฝรั่งเศส +1.0%, FTSE +0.4% ความกังวลต่อการปรับตัวขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ หลังประธานเฟดส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หากเศรษฐกิจขยายตัวตามคาดการณ์ อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงเป็นไปอย่างจำกัดนายกกรีซให้ความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการเงินกับ EU ได้ภายในสัปดาห์นี้
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (21 – 27 พ.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นเด่น 11% และทดสอบ 5,000 จุด หลังทางการอนุมัติการซื้อขายกองทุนรวมระหว่างจีนและฮ่องกง ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็น PetroChina, Jiangxi Copper ขยับขึ้นเด่น ขณะที่กลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวลง หลังบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งปรับเพิ่ม Margin Requirement
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (21 – 27 พ.ค. 2558)
SET INDEX ภาพรวมยังขาดปัจจัยบวกใหม่ มูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ทำให้ภาพรวมการลงทุนยังเป็นไปอย่างเปราะบาง แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวระหว่างสัปดาห์หลังตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย. หดตัว 1.7% yoy ดีกว่าที่ Bloomberg consensus คาดหดตัว 3.3% yoy แต่การฟื้นตัวยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ปิดที่ระดับ 1,500.84 จุด ลดลง 19.27 จุด หรือ -1.27% ณ วันที่ 27 พ.ค.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 11 พร้อมกรอบแกว่ง SET INDEX ที่ขยับกรอบลงสู่ 1,470-1,520 จุด และมูลค่าการซื้อขายเบาบางมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขาดความชัดเจนในช่วงสั้น ยังคงต้องรอดูพัฒนาการจากแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลเป็นสำคัญ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ Wait&See ส่งผลให้ SET INDEX อาจเกิดความผันผวนสูงระหว่างวันได้เช่นกัน
หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานการลงทุนสำหรับตลาดหุ้นไทย ยังคงต้องใช้เวลาในการรอความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก และการเร่งการใช้จ่ายจากภาครัฐ หรือจะเป็นการประชุม กนง. วันที่ 10 มิ.ย. ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ กนง.จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย RP1 วันเป็นครั้งที่ 3 สู่ 1.25% เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เอื้อต่อภาคการส่งออกในทางอ้อมให้ฟื้นตัวได้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ขณะที่พัฒนาการของกรีซ ยังคงต้องเฝ้าติดตามต่อเนื่อง หลังหนี้ของ IMF จะครบกำหนดครั้งใหญ่ 1.6 พันล้านยูโรในวันที่ 5 มิ.ย. นายกฯ กรีซ ออกมายืนยันว่าไม่มีสภาพคล่องมากเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน เราคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อเก็งกำไร” พร้อมจำกัดวงเงินเก็งกำไรมากยิ่งขึ้น เพื่อรอภาพการลงทุนให้ชัดมากกว่านี้ ทั้งนี้ประเด็นเก็งกำไรอาจเป็นกรณีการประชุม กนง. วันที่ 10 มิ.ย. หรือ เก็งกำไร หุ้นที่จะได้เข้า SET50 / SET100 ในรอบถัดไปนี้
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. ติดตามการประชุม ครม. วันอังคารที่ 2 มิ.ย. และ ครม.เศรษฐกิจวันพุธที่ 3 มิ.ย. อาจเห็นการพิจารณาความคืบหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่
2. ติดตามการประชุม ECB วันที่ 3 มิ.ย. อาจหยิบประเด็นกรีซ มาพิจารณา และแผนรับปัญหาหากกรีซผิดนัดชำระหนี้
3. ติดตามประชุม BoE วันที่ 4 มิ.ย. น่าจะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม
4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย. รายงานโดย ธปท. วันที่ 29 พ.ค. เราให้น้ำหนักกับการท่องเที่ยว / การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
5. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ – อัตราการว่างงาน ของอียู / ดัชนี PMI ภาคการผลิต ของอังกฤษ / ภาวะการจ้างงาน ของสหรัฐฯ / ดัชนี PMI การผลิต – บริการ ของจีน / อัตราเงินเฟ้อของไทย
--------------------------------------------









