วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

SET Index ยังไม่ผ่าน 1530 จุด

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (14 – 20 พ.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้น โดย DJIA +1.3%, DAX +4.4%, CAC ฝรั่งเศส +3.5%, FTSE +0.8% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาด ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. -0.3% mom ปรับลดลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.ลดลงเหลือ 88.6 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่ 95.9 จุด และต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 96.0 จุด ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ รวมถึงประเด็นบวกหลัง ECB เผยว่าจะเพิ่มปริมาณการซื้อพันธบัตรของโครงการ QE ในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (14 – 20 พ.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 1.6% นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี จากมุมมองเชิงบวกต่อแผนการสนับสนุนอุตสาหกรรมจากรัฐบาล โดย Yonyou Network Technology และ DHC Software ขยับขึ้นเด่น นอกจากนี้กลุ่มหลักทรัพย์และพลังงานปรับตัวขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (14 – 20 พ.ค. 2558)

SET INDEX ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้กลุ่มรับเหมาก่อสร้างขยับขึ้นเด่น จากแรงเก็งกำไรต่อการเป็นองค์ปาฐกถาของรมว.คมนาคม ที่ตลท. ในวันที่ 20 พ.ค. ขณะที่กลุ่มธนาคารปรับฐานลง นำโดย KBANK / SCB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามมาด้วย KTB ส่งสัญญาณตั้งสำรองพิเศษอีก 3.6 พันล้านบาทใน 2Q58 ทำให้ SET INDEX ยังไม่สามารถผ่าน 1,530 จุดไปได้ ปิดที่ระดับ 1,520.11 จุด เพิ่มขึ้น 24.16 จุด หรือ +1.62% ณ วันที่ 20 พ.ค.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (22 – 28 พ.ค. 2558)

MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 ภาพรวมของ SET INDEX จะยังคงแกว่งในกรอบระหว่าง 1,500 – 1,530/40 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง เพราะขาดทั้งปัจจัยบวก และ ลบใหม่เข้ามากำหนดทิศทางการลงทุน นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคง Wait&See เพื่อรอดูภาพการลงทุนที่ชัดเจนกว่านี้ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง 3.5 หมื่นล้านบาท/วัน +/- เท่านั้น 


ปัจจัยต่างประเทศ ณ ปัจจุบันถือว่ามีผลต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำกัด เพราะความไม่เชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้จะฟื้นตัวได้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ณ ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม Downside risk ของตลาดหุ้นไทยยังคงจำกัด เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ได้ลดพอร์ตการลงทุนและกลับมาถือเงินสดไปก่อนหน้านี้

ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า เราให้น้ำหนักกับตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย.ของไทย จะสามารถฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนได้หรือไม่ หลัง กนง.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 1 ปลายเดือนมี.ค. หากออกมาเป็นบวก เชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อเก็งกำไร” เน้นหุ้นที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัวเป็นสำคัญ พร้อมกับจำกัดวงเงินการลงทุนในรอบสั้น เพราะภาพการลงทุนยังมีความเปราะบางอยู่ไม่น้อย

ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่

    1. ติดตามการประชุม ครม. วันอังคารที่ 26 พ.ค. และ ครม.เศรษฐกิจวันพุธที่ 27 พ.ค. อาจเห็นการพิจารณาความคืบหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่
    2. ติดตามตัวเลขการส่งออก – นำเข้า เดือนเม.ย.ของกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 29 พ.ค.
    3. ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างกรีซ และ ผู้นำอียู ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. อาจได้ข้อสรุปในเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือรอบใหม่
    4. ติดตามการประชุม BoJ วันที่ 22 พ.ค. คาดว่าจะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม หลังตัวเลขเศรษฐกิจ 1Q58 เติบโตดีกว่าคาด
    5. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค – เศรษฐกิจ ของอียู / GDP ใน 1Q58 ของอังกฤษ / อัตราเงินเฟ้อ – ยอดขายบ้านใหม่ – GDP ใน 1Q58 ของสหรัฐฯ / ดัชนีชี้นำ ของจีน / ยอดค้าปลีก – อัตราการว่างงาน – อัตราเงินเฟ้อ ของญี่ปุ่น

                                                   -------------------------------------------------
ที่มา...บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ