ปรับกำไรปี 58 เพิ่มน้ำหนักการลงทุน
ค่าการกลั่นแข็งแกร่งกว่าคาด
ค่าการกลั่นตลาดสิงค์โปร์ในปี 2558YTD อยู่ที่ 8.3 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 42%YoY ดีกว่าที่เราประเมินไว้ที่ 6 – 6.5 เหรียญต่อบาร์เรล แม้ในปี 2558 จะมีความกังวลจากกำลังกลั่นใหม่ในตลาดเอเซียแปซิฟิคที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 8.5 แสนบาร์เรลต่อวัน ค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มสูงกว่าคาด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น รวมทั้งกำลังกลั่นใหม่จากเมืองจีนและอินเดียรวมกว่า 4 แสนบาร์เรลต่อวัน คาดว่าจะเลื่อนดำเนินการผลิตจาก 1H58 ไปเป็น 2H58 ทำให้ความกังวลต่อปัญหาอุปทานลดลง อย่างไรก็ตามมุมมองต่อแนวโน้มค่าการกลั่นในช่วงที่เหลือของปี เราคาดว่าจะเริ่มเห็นการอ่อนตัวลงตามฤดูกาลในช่วง 2Q58 ขณะที่ในช่วง 2H58 คาดว่าค่าการกลั่นจะทรงตัวอยู่ในระดับ 6 – 7 เหรียญต่อบาร์เรล แม้ในช่วงปลายปีจะเริ่มกลับเข้ามาสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง แต่ยังมีปัจจัยลบจากกำลังกลั่นใหม่ที่เลื่อนมาจากต้นปีกดดันการฟื้นตัว
ส่วนต่างราคาอโรเมติกส์จะกลับมาฟื้นตัว
ส่วนต่างราคาอโรเมติกส์ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง โดยเฉพาะส่วนต่างราคาเบนซีนที่ปรับลดลงกว่า 60% จากระดับสูงสุดในปี 2557 โดยราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการ Olefins กลับมาใช้ Naphtha Cracker ในการเดินเครื่องเพิ่มขึ้น ทำให้อุปทานเบนซีนเพิ่มขึ้นกดดันส่วนต่างราคาในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเรามองว่าส่วนต่างราคาเบนซีนในช่วงที่เหลือของปีจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามทิศทางของราคาน้ำมัน โดยปัจจุบันส่วนต่างราคาเบนซีน 2Q58QTD อยู่ที่ 160 – 170 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้น 66%QoQ แต่ภาพรวมทั้งปียังคงปรับลดลงกว่า 55%YoY (2558YTD อยู่ที่ 121 เหรียญต่อตัน)
ปรับกำไรปี 58 เพิ่ม
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2558 เป็น 9.2 พันล้านบาท (ไม่รวม Stock และ Hedging) เพิ่มขึ้น 30% จากประมาณการเดิม การปรับประมาณการในครั้งนี้เป็นผลมาจากการปรับสมมติฐานผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ (1) ค่าการกลั่น เราปรับเพิ่มจากเดิม 5.5 เหรียญ เป็น 7.5 เหรียญต่อบาร์เรล และ (2) ส่วนต่างราคาเบนซีน (กลุ่มอโรเมติกส์) จากเดิม 200 เหรียญ เหลือ 110 เหรียญต่อตัน เพื่อสะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมีในช่วงที่เหลือของปี และเพื่อให้สอดคล้องกับกำไรปกติ 1Q58 ที่ออกมาสูงถึง 3.3 พันล้านบาท
แนะนำ “เก็งกำไร”
เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก “ขาย” มาเป็น “เก็งกำไร” โดยผลจากการปรับประมาณการผลประกอบการ ทำให้มูลค่าเหมาะสมของ TOP เพิ่มขึ้นเป็น 60 บาท (เดิม 52 บาท) ผลจากการปรับมูลค่าเหมาะสมเพิ่ม ทำให้ TOP กลับมามีผลตอบแทนรวม 14% อย่างไรก็ตามระยะสั้นยังคงมีความเสี่ยงต่อการลงทุนจากแนวโน้มค่าการกลั่น และผลประกอบการ 2Q58 ที่คาดว่าจะลดลง QoQ









