รัฐบาลดึงแบงก์รัฐ ร่วมแก้ปัญหาอัดฉีดสินเชื่อเพิ่มเข้าสู่ระบบกว่า 3.7แสนล้าน พร้อม“ยืดหนี้-ลดดอกเบี้ยกู้”
การชะลอตัวของเศรษฐกิจกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันมาตรการต่างของรัฐบาลชุดนี้ในช่วงที่ผ่านมาล้วนดำเนินการผ่านกลไกของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทั้งการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิต การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับภาคการเกษตร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงความช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ และแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
หากพิจารณาจากนโยบายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล พบว่าปีนี้มีเป้าหมายที่จะปล่อยสินเชื่อใหม่อยู่ในระดับสูง จากการรวบรวมการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ได้ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่รวมกว่า 3.7 แสนล้านบาท
โดยธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อไว้ที่ 1.47 แสนล้านบาท ออมสิน 1.07 แสนล้านบาท ธ.ก.ส. 7.67 หมื่นล้านบาท และเอสเอ็มอีแบงก์ 4 หมื่นล้านบาทไม่นับรวมธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ที่ตั้งเป้าหมายสินเชื่อใหม่ปีนี้อีก5%
ฉะนั้นจะเห็นว่าปีนี้จะมีเม็ดเงินใหม่ลงไปสู่ระดับรากหญ้าจำนวนมาก เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล หลายธนาคารได้เริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และประชาชนในระดับรากหญ้าที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยแล้ง และราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ
ทั้งนี้ในส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ มีแผนที่จะออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ4% วงเงินกู้รวม 1.5 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาปล่อยกู้ 5 ปี โดยให้รัฐบาลอุดหนุนดอกเบี้ยให้3% ต่อปีขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ดพิจารณา ก่อนเสนอประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ออกมาตรการการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินโดยการให้สินเชื่อใหม่ไปพร้อมๆกันเป็นการแก้ปัญหาหนี้จำนวน1.16 แสนล้านบาท ให้กับเกษตรกร8.18 แสนราย พร้อมให้สินเชื่อใหม่วงเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาทเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา
ขณะที่ส่วนออมสินมีอยู่6โครงการวงเงินรวม 5.5 หมื่นล้านบาท เป็นการให้สินเชื่อประชาชนทั่วไป ลูกค้าธนาคารประชาชน คนรากหญ้า พ่อค้าแม่ค้า มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบการรายย่อย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน
ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้เตรียมวงเงินสำหรับโครงการลดความเหลื่อมล้ำ2.55 หมื่นล้านบาท เริ่มด้วยสินเชื่อบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน วงเงินรวม 8 พันล้านบาท ภายใต้โครงการ “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก ปี 2558” วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีสำหรับประชาชนทั่วไปปีแรก 3.50% ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตราดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี
กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส.เท่ากับ 6.85% ต่อปี) วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมอาคาร หรือกรณีเป็นลูกค้าเดิมของ ธอส.และมีคุณสมบัติตามโครงการนี้ สามารถขอกู้เพื่อต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมอาคารได้เช่นกัน ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 30 ปี
นอกจากโครงการข้างต้นแล้วกระทรวงการคลังยังใช้ออมสิน และธ.ก.ส.ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านกลไกของกองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่ 7.9 หมื่นกองทุนทั่วประเทศ วงเงินรวม6.8หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยให้ธนาคารออมสินและธ.ก.ส.ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5%ให้กับกองทุนหมู่บ้านที่ผลการดำเนินงานดี หรือกองทุนเกรดเอและบีได้รับเงินเพิ่มทุนครั้งที่ 2แล้ว จำนวน 5.3 หมื่นกองทุน วงเงินรวม 4.3 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กองทุนมีเงินทุนไปพัฒนาโครงการต่างๆเพิ่มเติม และแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยออมสินและธ.ก.ส. ร่วมกันสนับสนุนสินเชื่อคนละครึ่ง









