SET รีบาวน์ช่วงสั้นเพื่อลงต่อ
SET View
- แนวโน้มวันนี้เป็นกลาง มองกรอบเคลื่อนไหว 1,525 – 1550 จุด
SET ยังคงได้ปัจจัยหนุนจากการที่กนง.ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps จาก 2% เป็น 1.75% เมื่อวานนี้ถือว่าสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด อย่างไรก็ตามการปรับลดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจะเป็นนัยทางจิตวิทยามากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเหตุที่หนี้สินภาคครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง กอปรกับภาคส่งออกและสินค้าการเกษตรที่สนับสนุนการเติบโตของ GDP จะยังไม่ฟื้นตัว แต่ด้วยส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ที่ถ่างขึ้นหลังการลดดอกเบี้ย คาดว่าอาจมีเม็ดเงินบางส่วนไหลออกจากตลาดพันธบัตรมาเข้าตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาขายสุทธิ 1.8 พันล้านบาทเมื่อวานยังไม่สนับสนุนจิตวิทยาการลงทุนมากนัก ขณะที่กลุ่มพลังงานอาจถ่วงการปรับขึ้นของ SET หลังราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลงต่อเนื่องลงมาทดสอบ US$57 ต่อบาร์เรล ฝั่งสหรัฐแม้ดัชนีดาวโจนส์ปรับลงเพียง 27 จุดเมื่อคืน แต่ดัชนีความกลัว (VIX Index) ยังคงทรงตัวแถว 16% สูงกว่าระดับปกติที่ 13% บ่งบอกว่านักลงทุนยังไม่คลายวิตกกรณีที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด และเรามองว่าจะกดดันตลาดหุ้นในภูมิภาคไปจนถึงการประชุม FOMC ครั้งต่อไปในสัปดาห์หน้า (วันที่ 17-18 มี.ค.) การรีบาวน์ของ SET อาจมีโอกาสจบรอบได้ทุกเมื่อ จนกว่าจะมีความชัดเจนด้านผลการประชุม FOMC
- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน หาก SET เปิดกระโดดควรเป็นจังหวะขายทำกำไร อ่อนตัวลงมาหาจังหวะซื้อเพื่อไปรอขายช่วงรีบาวน์ และหาก SET ปิดต่ำกว่า 1530 จุดให้กลับมาถือครองเงินสด
Top Daily Pick: INTUCH (ให้อัตราผลตอบแทนปันผลจูงใจกว่าปีละ 6% การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้นโดยเปรียบเทียบ) /SPALI (คาดผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่นใน 1H58 จากการโอนโครงการขนาดใหญ่และการเปิดตัวโครงการใหม่ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของกนง.เป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยา)
Technical Pick : CWT TCC AAV CMO HEMRAJ
Theme Play: กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) และพัฒนาที่อยู่อาศัย (AP SPALI) จิตวิทยาเชิงบวกจากการปรับลดดอกเบี้ยของกนง. /กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH) ผลประกอบการฟื้นตัวต่อเนื่องปี 58 ปันผลจูงใจราว 5-6% ต่อปี /กลุ่มสายการบิน (AAV NOK) ได้ประโยชน์จากปัจจัยฤดูกาลและต้นทุนเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวลง /กลุ่มอาหาร (GFPT CPF) ราคาหุ้นสะท้อนความวิตกต่ออุปทานส่วนเกินในไก่ไปแล้ว เงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าเทียบสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยา /กลุ่มเครื่องดื่ม-เครือข่ายร้านอาหาร (CBG ICHI SAPPE M) ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อเริ่มฟื้นตัว /หุ้นแนะนำเดือนมี.ค. (AP BANPU ICHI SNC THCOM)
- รายงานวันนี้
Initial Coverage : SAMTEL (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 28 บาท) คาดกำไรปี 58 ฟื้นตัวแรงกว่าคู่แข่ง และราคาหุ้นยังไม่แพง
Comment : RML (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 2.40 บาท) อยู่ระหว่างพิจารณาผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
Comment : KCE (อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ) เดินเครื่องโรงงานใหม่ตามคาด หมดประเด็นบวกใหม่
Strategy Talk
- กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและนัยต่อ SET
• เมื่อวานที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 2.0% สู่ 1.75% โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวค่อนข้างล่าช้า และการฟื้นตัวระยะต่อไปยังมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน รวมถึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าโดยเฉพาะจีน ขณะเดียวกันช่วงสองเดือนแรกของปี 58 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงและติดลบตามราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในระดับต่ำอีกระยะ แต่แรงกระตุ้นจากภาคการคลังยังต้องใช้เวลากว่าจะเป็นผลชัดเจน จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจและช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
• โดยหลักการ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งจะทำในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเงินเฟ้อปรับลดลง เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมเงินภาคเอกชนลง เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันเรามองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด เนื่องจากการอ่อนตัวลงจากเศรษฐกิจเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างซึ่งเกิดจากการชะลอตัวของภาคส่งออก โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร กดดันให้รายได้ภาคการเกษตรรวมถึงกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้ล่าช้า ซึ่งอาจต้องใช้เวลาจนกว่าภาคส่งออกจะกลับมาฟื้นตัว เสริมกับหนี้ภาคครัวเรือนที่คงอยู่ในระดับสูง (85% ของ GDP) ที่อาจกดดันการขยายตัวของสินเชื่อบุคคลรวมไปจนถึงการบริโภคภายในประเทศ
• อย่างไรก็ตามในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่าการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น โดยจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับลดลง โดยล่าสุดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีปรับลดลงทันที่กว่า 10 bps มาอยู่ที่ 1.95% หลังข่าวออก ทำให้ตราสารหนี้มีราคาแพงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้น และผลกระทบทางอ้อมจะส่งผลให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลง นำไปสู่ความคาดหวังเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกในระยะถัดไป
• โดยเราประเมินจากส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่เรียกว่า Earnings Yield Gap เราพบว่าความต่างระดับ 25 bps (ที่ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25%) จะมีผลกระทบต่อ SET ราว 50 จุดหรือที่ดัชนี SET เป้าหมาย ระดับ 1570 จุด (วัดจากจุดต่ำสุดที่ 1520 จุดเมื่อวานก่อนข่าวออก) อย่างไรก็ตามการที่ SET จะรีบาวน์ขึ้นไปได้ถึงระดับดังกล่าวหรือไม่ ยังขึ้นกับการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันและบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแปรกดดัน SET ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา
• ในเชิงกลยุทธ์เรามองกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ด้านจิตวิทยาการการปรับลดอกเบี้ยนโยบายได้แก่ หุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) และพัฒนาที่อยู่อาศัย (AP SPALI) รวมถึงหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง (ADVANC INTUCH) อย่างไรก็ตามเรายังมองปัจจัยภูมิภาคโดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด เป็นประเด็นปกคลุมตลาดและอาจทำให้การรีบาวน์ไปได้ไม่ไกลจากที่เราประเมินไว้ การเข้าลงทุนหุ้นกลุ่มนี้จากปัจจัยเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษในช่วงนี้









