คาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวยังไม่โดดเด่น
มาร์จิ้นลด...ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ฉุดกำไร 4Q57 ตกต่ำสุดในรอบปี
SIM มีกำไรสุทธิ 4Q57 จำนวน72ล้านบาท (-53% QoQ, -53% YoY)ใกล้เคียงกับที่เราและตลาดคาดการณ์โดยประเด็นสำคัญในงวด 4Q57 คือ รายได้เพิ่มขึ้น 13% QoQเป็น 3พันล้านบาท ตามปริมาณขายมือถือซึ่งเพิ่มจากราว 1 ล้านเครื่องในไตรมาสก่อน เป็น 1.3 ล้านเครื่อง (เกือบ 100%เป็นสินค้าภายใต้ยี่ห้อ “ไอ-โมบาย) เพราะได้รับคำสั่งซื้อล็อตใหญ่จากดีแทคจำนวน 5 แสนเครื่องแต่กลับถูกหักล้างจาก 1) อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดจาก22.6% ในไตรมาสก่อน เหลือเพียง 20.6% เนื่องจากบริษัทได้ลดราคาสินค้า เพื่อระบายสต็อก และ2) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 3% QoQเพราะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานสูงขึ้น
ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 58
จากกำไร 4Q57 ที่ออกมาตกต่ำสุดในรอบปี ฉุดให้กำไรโดยรวมของปี 57อยู่ที่710ล้านบาท ลดลง 12% YoYสำหรับปี 58 เราคาดว่าบริษัทจะสามารถขายมือถือ ได้ในปริมาณมากขึ้นจาก4.7 ล้านเครื่อง ในปี 57 เป็น 5.2 ล้านเครื่อง ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะถูกกดดันจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น หลังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือต่างนำเข้าเครื่องมือถือราคาถูกเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าเป้าหมายเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือถือที่รองรับ 3จี กันมากขึ้น ประกอบกับคาดว่าจะมีมือถือราคาถูกจากทั้งจีนและเกาหลี เข้ามารุกในตลาดไทยมากขึ้น ทำให้คาดว่าบริษัทจะยังคงต้องใช้ค่าใช้จ่ายทางการตลาดในระดับสูงต่อไป เพื่อตอกย้ำสินค้า “ไอ-โมบาย” ให้เป็นที่จดจำของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังมีโอกาสที่บริษัทอาจต้องลดราคาสินค้าเพื่อระบายสต็อกอีก หากสินค้าบางรุ่นไม่ได้รับความนิยม เราจึงคาดว่ากำไรในปี 58 – 59 จะโต 13% YoYและ 6% YoYตามลำดับ
คาดการฟื้นตัวของกำไรในระยะ 1-2 ปีข้างหน้ายังไม่โดดเด่น คงคำแนะนำ “เก็งกำไร”
ราคาหุ้นปัจจุบันมี upside 12% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมปี 58 ของเราที่ 3.46 บาทและหลังจากที่บริษัทรายงานงบการเงินสำหรับปี 57 ได้ประกาศจ่ายปันผลสำหรับงวด 2H57 ที่ 0.03บาท (ยังไม่ได้ประกาศวันปิดสมุดทะเบียน และวันที่จะ XD) หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลสำหรับงวดดังกล่าวเพียง1% ส่วนปี 58 คาดเงินปันผลไว้ที่ 0.11 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 3.5% แต่ด้วยแนวโน้มประสิทธิภาพในการทำกำไรในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าของ SIM ที่ไม่ยังโดดเด่น เพราะคาดว่าจะโตด้วยอัตราเฉลี่ยเพียง 10%จึงยังคงคำแนะนำเพียง “เก็งกำไร”









