วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แอสเซทไบร์ทตั้งเป้าพลิกกำไร

"แอสเซท ไบร์ท" เปิดทางขายหุ้นให้พันธมิตรรายใหม่ พร้อมเจรจาทุกรายหากส่งเสริมธุรกิจเดิม ชี้ ปรเมษฐ์ ยังถือหุ้นใหญ่

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า พบความรายการขายหุ้นของผู้บริหารบริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) ออกมาต่อเนื่อง โดย นายปรเมษฐ์ รังรองธานินทร์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขายหุ้นจำนวน 1 รายการ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 1 ล้านหุ้น ราคา 4.20 บาทต่อหุ้น และขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น 2 รายการ โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ม.ค. จำนวน 66.9 ล้านหุ้น ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น และวันที่ 23 ม.ค. อีกจำนวน 5.5 ล้านหุ้น ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น

ด้าน นางกันตพร ทองมั่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ เอบีซี เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมเจรจากับพันธมิตรรายใหม่ ที่ความสนใจเข้ามาถือหุ้นของบริษัท โดยช่วงที่ผ่านมาผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยนายปรเมษฐ์ แม้ที่ผ่านมาจะขายหุ้นบนกระดานรายใหญ่ ให้กับพันธมิตรที่สนใจมาต่อเนื่อง แต่ยังคงนโยบายเป็นผู้ถือหุ้นหลักรายใหญ่เช่นเดิม

"บริษัทพร้อมเจรจากับพันธมิตรรายใหม่ หากสนใจเข้ามาถือหุ้น ซึ่งบริษัทเปิดกว้างและพร้อมเจรจา แต่การเข้ามาของผู้ถือหุ้นรายใหม่ต้องเข้ามาเสริมธุรกิจหลักของบริษัทด้วย ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทมีนโยบายที่จะเป็นผู้ถือหุ้นหลักเช่นเดิม และจะถือหุ้นมากกว่า 50 % อย่างแน่นอน"นางกันตพร กล่าว

ก่อนหน้านี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ขายหุ้นให้กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยทำรายการบนกระดานใหญ่หลายครั้ง จนมีกระแสข่าวลือที่ว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องการทิ้งหุ้นบริษัท ซึ่งเรื่องดังกล่าว ผู้บริหารออกมายืนยันไม่เป็นความจริง การขายหุ้นดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นของบริษัท ก่อนหน้าบริษัทมีสภาพคล่องอยู่ในระดับต่ำ ปัจจุบันนายปรเมษฐ์ ถือหุ้นสัดส่วน 76% จากก่อนหน้านี้ถือ 85%

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2557 นางกันตพร ยอมรับว่า ออกมาไม่ดีนัก เพราะเกิดปัญหาในหน้าเว็บไซต์มีผู้ใช้บริการมากจนเกินไป ส่งผลให้การเจรจากับธนาคารที่จะใช้บริการแลกแต้มกับบริษัทชะลอออกไป เพราะไม่มั่นใจ แต่ในทางกลับกัน มีผู้สมัครใช้บริการกับบริษัทเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยมียอดสมาชิกอยู่ในระดับ 1 หมื่นราย บริษัทจึงแก้ปัญหาด้วยการหยุดโปรโมท และปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้งบประมาณในการปรับปรุงระบบ ประมาณ 50 ล้านบาท และคาดจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้อีกครั้งในเดือนมี.ค. นี้

นางกันตพร กล่าวว่า ส่วนแผนการดำเนินงานปีนี้ บริษัทจะขยายใน 3 ธุรกิจหลัก ทั้งกลุ่มเอ็นเตอร์เทนเมนท์ กลุ่มสินค้าบริการ และค่าบริการสาธารณูปโภค โดยปีนี้บริษัทมีแผนจะนำสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาขายในประเทศไทย จับกลุ่มวัยพึ่งเริ่มทำงาน และต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในราคาถูก โดยคาดจะเริ่มนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนเม.ย.นี้

นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการขออนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่ออนุญาตใช้แต้มสะสมบัตรเครดิต จ่ายภาษีได้ โดยคาดจะได้ข้อสรุปในเดือนเม.ย.นี้ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีรายได้ 800 ล้านบาท และคาดจะสามารถพลิกมีกำไรได้ ส่วนล้างขาดทุนสะสม คาดใช้เวลาประมาณ 2 ปี