วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ'

(ซีอีโอโฟกัส) "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" ธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ง่ายสำหรับหน้าใหม่

แม้ว่าในปีที่ผ่านมาภาพรวมการแข่งขันในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ร้อนระอุ แต่สำหรับทิศทางในปีนี้ ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)และนายกสมาคม บริษัทหลักทรัพย์ไทย ประเมินว่า ภาพของอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์มีทิศทางที่ดีขึ้น ตามมูลค่าการซื้อขายที่ขยายตัวได้จากการที่ประชาชนเริ่มเห็นความสำคัญการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีเงินทุนจะไหลเข้าตลาดทุนมากขึ้น ทั้งเงินฝากจากสถาบันการเงิน หรือเงินเก็บออมในสินทรัพย์ต่างๆ ที่จะโยกเข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น 
ในวันนี้ธุรกิจโบรกเกอร์ได้ปรับเปลี่ยนไปจากช่วง 3-5 ปีที่มุ่งเน้นแต่การแข่งด้านนายหน้าค้าหลักทรัพย์ แต่ในปัจจุบันเริ่มเห็นความแตกต่างทั้งการมุ่งเน้นเทคโนโลยี รุกลูกค้าสถาบัน หรือบริหารจัดการความมั่งคั่งให้กับลูกค้า แต่ก็ยังมีโบรกเกอร์อีกประเภทหนึ่งที่สนใจการซื้อขายอย่างเดียว แต่ด้วยความลึกของธุรกิจที่มากขึ้น การแข่งขันด้วยการลดค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป และต้องปรับตัวโดยพยายามนำเสนอการให้ความรู้ และปล่อยให้การแข่งขันด้านราคาเป็นไปตามกลไกของตลาดเสรี
และไม่ว่าการแข่งขันจะมากมายเพียงใด แต่ก็ยังมีโบรกเกอร์หน้าใหม่เตรียมลงสนามธุรกิจในปีนี้เพิ่มขึ้น ในประเด็นดังกล่าวภัทธีรา มองว่าธุรกิจการเข้ามาทำธุรกิจโบรกเกอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เล่นรายใหม่ต้องพิจารณาว่า การเข้ามาลงทุนจะคุ้มค่าหรือไม่
"คนที่เข้ามาบางส่วนมองว่าธุรกิจหลักทรัพย์เข้ามาทำธุรกิจง่าย เป็นความคิดที่เก่ามาก ตอนนี้ไม่ง่ายเหมือนในอดีต ผู้แนะนำการลงทุนมีคุณภาพสูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งนักวิเคราะห์ ดังนั้นเราต้องพัฒนานักวิเคราะห์เพื่อบริการข้อมูลให้บริการเชิงลึกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น มีการลงทุนสูง ต้องมีระบบรองรับเกือบ 2 ระบบ เพื่อใช้เป็นระบบหลักและระบบสนับสนุน ระบบต้องดีเพื่อเชื่อมต่อกับส่วนอื่น ๆ โบรกต่างประเทศสามารถเชื่อมต่อระบบเข้ามาได้โดยตรงจากต่างประเทศ ไม่ต้องเข้ามาเปิดกิจการในเมือไทย อีกทั้งยังมีกฎระเบียบที่ต้องทำอีกจำนวนมากให้ปฏิบัติตาม"
สำหรับโบรกเกอร์หน้าใหม่บางรายที่ใช้ธุรกิจด้านวาณิชธนกิจเป็นตัวหลักนั้น เธอมองว่าเป็นความเสี่ยงค่อนข้างมากว่าจะคุ้มค่าลงทุนหรือไม่ เพราะการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนต้องดูความพร้อมของแต่ละบริษัท และต้องใช้เวลาทำแต่ละรายการค่อนข้างนาน มีโอกาสสำเร็จหรือล้มเหลวพอๆ กัน และใช้เงินลงทุนมาก ซึ่งธุรกิจหลักทรัพย์ยังพึ่งรายได้จากค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นรายได้หลัก แต่รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจอาจไม่เพียงพอ
"ธุรกิจโบรกเกอร์เป็นธุรกิจที่ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ถึง 10 % ต่อปี ไม่ได้หวานหอม ผู้เล่นรายใหม่ต้องพิจารณาว่าคุ้มที่จะลงทุนหรือไม่ และไม่ใช่ธุรกิจคืนทุนเร็ว อีกทั้งผู้เล่นรายเดิมมีความพร้อมมากขึ้น กว่าครึ่งหนึ่งมีสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุน ต้องพิจารณาว่าผู้เล่นรายใหม่จะมีสายป่านยาวพอหรือไม่ ผู้เล่นรายเก่าพวกเขาไม่กลัวการแข่งขันเพราะเขาเจอการแข่งขันตลอดเวลา การจะเข้ามาทำธุรกิจของโบรกเกอร์ใหม่ต้องเอาจุดแข็งมาด้วย หากนำเงินมาสู้อาจจะได้ผลตอบแทนหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่หากนำผลิตภัณฑ์เข้ามาจบต้องได้ ก็มีโอกาสเติบโต โบรกเกอร์ก็พร้อมที่จะลงมือด้วย ซึ่งสมาคมก็อยากจะเห็นการพัฒนาในด้านผลิตภัณฑ์ เชื่อว่าปัจจุบันมีโบรกเกอร์กว่า 80 % ก้าวไปในทิศทางดังกล่าว"
ในฐานะนายกสมาคม บริษัทหลักทรัพย์ไทย เธอระบุว่าแผนงานในปีนี้สมาคมจะเน้นการพัฒนาคุณภาพของบุคลากร โดยเฉพาะผู้แนะนำการลงทุน รวมถึงดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม
เธอยอมรับว่ายังมีมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดที่ไม่รู้จักธุรกิจหลักทรัพย์ นับจากนี้สมาคมจะต้องมีการประชาสัมพันธ์สร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาจบใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น ส่วนเรื่องต้นทุนนั้นจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน โดยจะทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของสมาชิก
ขณะเดียวกันจะผลักดันให้บริษัทหลักทรัพย์หันมาให้ความสนใจกับ หุ้นกู้เอกชนมากขึ้น เพราะการออกหุ้นกู้จะเป็นช่องทางที่ช่วยให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถระดมทุนได้ รวมถึงการไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำงานร่วมกันมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนให้นักลงทุนเรียนรู้การลงทุนในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
นอกจากนี้ยังต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีในธุรกิจหลักทรัพย์ หากยังแข่งกันจะทำให้ภาพของตลาดเล็กลง แต่หากสร้างความร่วมมือกันได้จะช่วยให้ตลาดเติบโตขึ้น ในแง่ของเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน เราได้มีวางกฎเกณฑ์ในการย้ายค่ายที่เข้มข้น ทำให้เชื่อว่าปัญหาในการย้ายงานจะลดความรุนแรงลงได้
สำหรับแผนงานของบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในปีนี้จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการเงินทุนของลูกค้า ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่บริษัทสามารถขยายทรัพย์สินภายใต้การดูแลให้เพิ่มขึ้นถึง 40 % จากปี 2556 มาแตะระดับ 8 หมื่นล้านบาท และในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์ขึ้นมาถึงระดับ 1 แสนล้านบาท โดยจะแนะนำการลงทุนในเชิงลึกและหลากหลายมากขึ้น เน้นการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าธรรมเนียมให้เติบโต ขณะเดียวกันจะเน้นลูกค้าออนไลน์ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ และให้ความสนใจลงทุนกับบริษัทมากขึ้น รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และเน้นการให้บริการการซื้อขายผ่านกองทุนรวม ปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนการซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์มากกว่า 10 ราย รวมถึงการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ทั้งลูกค้าสถาบันต่างประเทศและลูกค้าในประเทศ สัดส่วนลูกค้าปัจจุบันมีลูกค้าสถาบัน 40 % และรายบุคคล 60 % โดยมีจำนวนบัญชีอยู่ที่ 1.6 หมื่นราย โดยมุ่งเป้าไปที่ลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ