ประจินแจงแผนหาเงินกู้สร้างรถไฟทางคู่ไทย-จีน ระบุหากจีนไม่ให้ดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมกู้สถาบันการเงินในประเทศ
ลงทุนแทนหรือตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากได้ดอกเบี้ย 2%อาจจะกู้จากจีนบางส่วน
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังการประชุมเตรียมการสำหรับเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ว่า การดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน 1.435 เมตร ในเส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ในการประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จะเป็นหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องกรอบเวลาในการดำเนินโครงการที่ชัดเจน การพิจารณารายชื่อบริษัทที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้าง การซ่อมบำรุง การลงทุน การควบคุมการเดินรถ รวมถึงการสรุปแหล่งเงินกู้ เพื่อพิจารณารูปแบบการลงทุน ซึ่งจะได้มีข้อสรุปที่ชัดเจน หลังนั้นจะเป็นต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) บางเรื่องต้องเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)พิจารณา
ส่วนกรณีที่จีนได้เสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเกินไป และไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยพิเศษตามความต้องการนั้น ทางไทยจะพิจารณาหาแหล่งเงินกู้ในประเทศ หรือการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ เบื้องต้นได้จัดเตรียมแผนสำหรับการกู้เงินในประเทศซึ่งน่าจะเพียงพอที่จะนำมาก่อสร้างในระยะแรกได้
“เท่าที่ได้ศึกษามาทราบว่าการกู้เงินจากจีนโดยปกติจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 3% แต่หากเป็นอัตราพิเศษจะต่ำกว่า 3% ซึ่งไทยก็หวังที่จะได้พิเศษมากหน่อย แต่หากได้ไม่มากตามที่หวังไว้ก็มีทางเลือกอยู่ คือใช้เงินในประเทศ ถึงแม้จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า แต่ก็เป็นเงินของไทยซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยอาจจะใช้วิธีตั้งกองทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่าสำหรับกรณีดอกเบี้ยระหว่าง 2-4% เห็นว่าสูงเกินไปยังไม่พิเศษมาก หากยังอยู่ในระดับ 2% ก็อาจจะพิจารณากู้จากจีนเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือก็จะใช้เงินในประเทศ มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหา ส่วนกำหนดการก่อสร้างเบื้องต้นทางจีนแจ้งว่าอาจจะล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน จากเดิมที่กำหนดจะก่อสร้างช่วงแรกในเดือนก.ย.ก็จะเป็นเดือนต.ค. 2558 ส่วนช่วงที่ 2 กำหนดไว้ในเดือนธ.ค. 2558 จะเป็นเดือนม.ค. 2559 เนื่องจากในการประชุมร่วมกันครั้งที่ผ่านมายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องของการก่อสร้างและลงทุน
ส่วนโอกาสของผู้รับเหมาจะมีสิทธิ์ในการประมูลก่อสร้างหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รับเหมาของไทย โดยแยกเป็นการก่อสร้างในหลายขั้นตอน เช่น การก่อสร้างฐานรางรถไฟ ว่างระบบราง ผู้รับเหมาไทยจะมีความได้เปรียบในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องระบบอาณัติสัญญาณ ระบบควบคุมการเดินรถ ผู้รับเหมาจีนจะได้เปรียบในการประมูลงานมากกว่าเนื่องจากเทคโนโลยีเป็นของจีน
ด้านม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการประชุมของคณะอนุกรรมการด้านการเงินและรูปแบบการลงทุนภายใต้บันทึกความเข้าใจไทย-จีน ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพ ระยะทาง 873 กิโลเมตร ว่าเบื้องต้นทางจีนเสนอรูปแบบการลงทุนของการกู้ร่วมกันผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีนในอัตราดอกเบี้ย 2-4% ฝ่ายไทยมองว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไป เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญเชื่อไทยมีเงินเพียงพอที่จะพัฒนาก่อสร้างโครงการเองได้ แต่จุดสำคัญของการพัฒนารถไฟทางคู่ร่วมกับจีนครั้งนี้คือ เรื่องต้นทุน ราคาการก่อสร้าง ต้องตรวจสอบให้ดีถ้าไม่ดีก็เหมือนถูกหลอก
ส่วนการลงนามความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการศึกษาพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่รางขนาด1.435 เมตร รวม 3 เส้นทางนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าเส้นทางที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาและก่อสร้างมีเส้นทางเดียว คือ จากพุน้ำร้อน กาญจนบุรี- กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา แยกไป อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ส่วนอีก 2 เส้นทางคือ เส้นทางจากอ.แม่สอด จ.ตาก-จ.มุกดาหาร และเส้นทางเชื่อมภาคเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ นั้น จะให้มีการศึกษาเส้นทางเพียงอย่างเดียว









