วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้ำหน้าที่ธปท.รักษาเสถียรภาพศก.อย่างดีที่สุด

"ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่าฯธปท. ย้ำหน้าที่แบงค์ชาติรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างดีที่สุด

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดมุมมอง "แนวโน้มเศรษฐกิจและงานในภารกิจ ธปท. ปี 2558" วานนี้ (5 ก.พ.) โดยมีรายละเอียดดังนี้

โดย นายประสาร ได้เปิดมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ รวมถึงภารกิจในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินของ ธปท. ในระยะต่อไป และสรุปประเด็นความท้าทายที่สำคัญของปีแพะ 2558 นี้

สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ และภารกิจของ ธปท. นั้น ประกอบด้วย 1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย และแนวนโยบายของ ธปท. โดยเศรษฐกิจโลกปีนี้ ภาพรวมยังมีทิศทางขยายตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัว 3.5% เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากปีที่แล้วที่ 3.3%

"เศรษฐกิจโลกปีนี้จะถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ 3 ตัว ทว่าเครื่องยนต์แต่ละตัวทำงานได้ไม่เท่ากัน เครื่องยนต์ตัวแรกทำงานได้เต็มที่ คือ เศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี สะท้อนจากตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงทำให้หลายฝ่ายคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายภายในครึ่งหลังปีนี้"

สำหรับเครื่องยนต์ตัวที่สองยังมีปัญหา ได้แก่ เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนแอต่อไปในปีนี้ โดยยุโรปยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่กรีซ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ล่าช้า ธนาคารกลางยุโรปจึงได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินตั้งแต่กลางปีที่แล้ว และประกาศมาตรการคิวอีกเพิ่มเติม

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สามยังพอไปได้ แต่ชะลอความเร็วลง คือ กลุ่ม Emerging Market โดยเศรษฐกิจจีน จะขยายตัวชะลอลงบ้าง เพราะคงเน้นรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการปฏิรูปเศรษฐกิจ แม้อัตราการขยายตัวน้อยลงไปบ้าง แต่ช่วยลดความเสี่ยงในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์

"จากที่กล่าวมา จะเห็นว่า เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวแตกต่างกันและแนวนโยบายการเงินแตกต่างกันมากขึ้น กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และตลาดการเงินโลกในปีนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะผันผวน"

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในปีนี้ คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งจากสหรัฐ ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน หรือ Shale Oil อุปทานน้ำมันโลกจึงเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันจึงลดลงมาก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ เพราะกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์ มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันคิดเป็น 3 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก

สำหรับไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน 10% ของจีดีพี จะได้รับประโยชน์เช่นกัน ผ่านค่าครองชีพที่ลดลงของภาคครัวเรือน ต้นทุนที่ลดลงของภาคธุรกิจและดุลการค้าที่ดีขึ้น ดังนั้นเศรษฐกิจโลกปีนี้ โดยรวมมีแนวโน้มเติบโตแบบช้าๆ ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวน และราคาน้ำมันรวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อยู่ในระดับต่ำอีกระยะหนึ่ง

ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ผมขอตอบว่า กนง. ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ จะเติบโต 4% จากปีก่อน ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่

ประเด็นที่ 1. เศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีอุปสงค์ในประเทศและภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก การบริโภคภาคเอกชนจะค่อยๆ ฟื้นตัว ตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น ราคาน้ำมันที่ลดลง การจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรที่ค่อยๆ ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้มีปัจจัยถ่วงการบริโภคอยู่บ้าง จากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ด้านการลงทุนภาคเอกชนค่อยๆ ฟื้นตัวในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ ภายในประเทศเป็นสำคัญ

ประเด็นที่ 2 การส่งออก คาดว่า จะปรับดีขึ้นจากปีก่อนแต่การเติบโตยังไม่สูงนัก เพราะปัจจัยลบต่อการส่งออกยังมีอยู่จากหลายส่วนทั้งจาก เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ยังไม่เข้มแข็ง มูลค่าการส่งออกหลายรายการลดลงตามราคาน้ำมัน ข้อจำกัดด้านการผลิตสินค้า HI-TECH และการสิ้นสุดสิทธิพิเศษทางภาษี GSP

อย่างไรก็ดี การส่งออกยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้าง จากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น และตลาดกลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวต่อเนื่อง

ประเด็นที่ 3 การใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน เป็นความหวังที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เราต้องทำความเข้าใจถึงพลวัต (Dynamism) ช่วงที่มีการปฏิรูปประเทศในมิติต่างๆ ด้านหนึ่งภาครัฐพยายามเร่งรัดเบิกจ่าย เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาครัฐพยายามผลักดันการปฏิรูปในหลายมิติ หนึ่งในนั้น คือ การต่อต้านคอร์รัปชัน

ส่วนปีนี้ ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อภาพรวม ลดลงตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อมีเสถียรภาพและแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังมีไม่มาก ธปท. เริ่มทำนโยบายการเงินแบบใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2543 ซึ่งที่ผ่านมาสามารถรักษาเสถียรภาพด้านราคาได้เป็นอย่างดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยลดลงจาก 4.4% ในช่วงก่อนหน้า เหลือเพียง 2.6% หลังจากใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ

ที่สำคัญคือ กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกฝ่าย สร้างความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายการเงิน และภาคเอกชน ให้การยอมรับ และเพื่อพัฒนากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อต่อเนื่อง กนง. จึงเปลี่ยนมาใช้เป้าหมายใหม่ที่เป็นสากลมากขึ้นในปีนี้ จากเดิมที่เป็นเงินเฟ้อพื้นฐาน มาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับความเข้าใจของประชาชนทั่วไป และสะท้อนค่าครองชีพได้ดี ซึ่งช่วยให้ยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ดียิ่งขึ้น

ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยดังกล่าว ธปท. มีความมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของคนไทย ดังนั้นแนวนโยบายปีนี้ ธปท. เน้นนโยบายการเงินยังคงผ่อนปรนต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ยังคงสอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จะดูแลให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ มีเสถียรภาพไม่ผันผวนมากเกินไป แต่ไม่ฝืนกลไกตลาด นอกจากนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ที่อยู่ในระดับสูง เป็นภูมิคุ้มกัน ที่รองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ดี

สำหรับด้านนโยบายสถาบันการเงิน จะมุ่งพัฒนาให้มีความมั่นคง และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และสามารถรองรับความผันผวนได้ โดยปรับกระบวนการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และสอบทานการทดสอบภาวะวิกฤติของธนาคารพาณิชย์ไทย เพื่อประเมินความพอเพียงของฐานะการเงิน

ส่วนประเด็นความท้าทายที่สำคัญนั้น ผมขอให้ความมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว โดยฟื้นตัวไตรมาสต่อไตรมาส เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งแรกของปี และจะชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากการลงทุนของรัฐบาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังไม่เข้มแข็งนักและข้อจำกัดด้านการผลิตของไทย จะทำให้การส่งออกขยายตัวไม่สูงเหมือนในอดีต

ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ภาวะเศรษฐกิจการเงินปีนี้ ยังมีความไม่แน่นอน และเกิดความผันผวนได้ นักธุรกิจ และนักลงทุนไม่ควรประมาท ผมสนับสนุนให้ทุกท่านบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนจากทั้งอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกันโดยการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความแข็งแกร่ง มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำลง

"บัณฑิต กล่าวว่า เราไม่ควรมองโลกในแง่ดีแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรมองโลกตามความเป็นจริง เพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้เสมอ และควรมองอนาคตไปข้างหน้าให้ยาวไกล"

ในระยะยาว ผมเห็นว่า มีความท้าทายที่สำคัญอยู่ 3 ประเด็น เรื่องแรก เราควรให้ความสำคัญกับการเติบโตของไทยในระยะกลางและระยะยาวมากขึ้น ปัจจุบันไทยอยู่ในช่วงปฏิรูป ซึ่งจะวางรากฐานของประเทศในอนาคต มาตรการปฏิรูปบางอย่าง จะมีต้นทุนในระยะสั้นเกิดขึ้นบ้าง เช่น การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การปฏิรูปภาษี การตรวจสอบคอร์รัปชัน ซึ่งชะลอการลงทุนภาครัฐไปบ้าง แต่การปฏิรูปเหล่านี้ จะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว

เรื่องที่สอง สำหรับภาคครัวเรือนในระยะยาว การเพิ่มการออม รองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะระดับการออมปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการจัดสวัสดิการในอนาคต และระดับการออมที่สูงขึ้น จะช่วยให้ครัวเรือนทนทานต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้นด้วย

เรื่องที่สาม ภาคธุรกิจระยะยาว การเพิ่มผลิตภาพการผลิต เป็นเรื่องสำคัญต่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของธุรกิจ ปัจจุบันเป็นโอกาสดีสำหรับการลงทุน เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ต่ำ และต้นทุนการนำเข้าสินค้าทุนจากญี่ปุ่นและยุโรปลดต่ำลงจากผลของค่าเงินอีกด้วยในส่วนของ ธปท. จะทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างดีที่สุด และผลักดันงานพัฒนาเศรษฐกิจการเงินของประเทศเต็มที่ ขอให้ทุกท่านวางใจว่า เราจะยึดมั่นในหลักการ "ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน" พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในปีนี้ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทั่วหน้ากัน