วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดเล็งใช้ทีบวกสอง

ตลาดหลักทรัพย์เตรียมสรุปแผนเปลี่ยนการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์เป็น 2 วันทำการ คาดเริ่มใช้ได้ใน 2-3 ปี

นางอุดมวรา เดชส่งจรัส ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการศึกษาและหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารที่รับชำระราคาหลักทรัพย์ ในเรื่องของการเปลี่ยนการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์จาก 3 วันทำการ (T+3) เป็น 2 วันทำการ (T+2) ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถสรุปแผนอย่างเป็นทางการได้ภายในปีนี้ เพื่อกำหนดเวลาที่แน่นอนที่จะสามารถเริ่มใช้ได้

ในเบื้องต้นประเมินว่าจะสามารถเริ่มใช้ระบบทีบวกสองได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ก็ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงระบบ และในช่วงกลางปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ก็จะเริ่มใช้ระบบการชำระราคาหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่ซื้อมาจากประเทศเกาหลี โดยเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปลายปี 2556

"เชื่อว่าการเปลี่ยนมาใช้ทีบวกสองจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้การหมุนของเงินในระบบมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบการชำระราคาแบบใหม่นี้จะช่วยให้การทำธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบหุ้น การโอนเงินชำระราคา หรือการให้ยืมหลักทรัพย์ (เอสบีแอล) ที่จะมีหลักทรัพย์ให้ยืมมากขึ้นและสะดวกขึ้น" นางอุดมวรา กล่าว

นางอุดมวรา กล่าวต่อว่า บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) ได้แต่งตั้งพร้อมกันนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้แต่งตั้งธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นตัวกลางทำหน้าที่ในการชำระราคาหลักทรัพย์ (เซทเทิลเมนท์แบงก์) ระหว่างสำนักหักบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิก เป็นรายที่ 5 โดยเริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา อีกทั้งยังรองรับการเติบโตของมูลค่าการชำระราคาหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2557 มีมูลค่าสุทธิของการชำระราคาหลักทรัพย์กว่า 1 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 4,600 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งโดยปกติมูลค่าสุทธิของการชำระราคาจะอยู่ที่ 7-10% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

"การแต่งตั้งธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เป็นเซทเทิลเมนท์แบงก์ในครั้งนี้จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพราะสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เป็นธนาคารต่างชาติมีฐานลูกค้าในวงกว้าง และยังช่วยในเรื่องของการนำความรู้จากภายนอกเข้ามาปรับใช้กับการซื้อขายในประเทศได้อีกด้วย อาทิ การชำระราคาในสกุลเงินต่างประเทศ หรือการส่งมอบสินค้าจริงในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเมื่อครบอายุสัญญาอย่างในตลาดสิงคโปร์" นางอุดมวรา กล่าว

ด้านนายยุทธเดช ปัทมานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารธุรกรรมทางการเงิน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นบริษัทจะรับชำระราคาในส่วนของตลาดทุนก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบมีความไหลลื่น และในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้ จะเริ่มรับชำระราคาในส่วนของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มเติม

ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ชำระราคากับธนาคารแล้ว 3 แห่ง คือ บล.เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และในช่วงไตรมาส 2-3 จะมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ชำระราคากับธนาคารเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 แห่ง ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ที่จะต้องมีบริษัทหลักทรัพย์อย่างน้อย 5 แห่งที่ชำระราคากับธนาคาร

"ธนาคารเชื่อว่าจะช่วยให้การชำระราคาในประเทศไทยสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีมาตรฐานในระดับสากล เพราะสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีฐานลูกค้าค่อนข้างกว้างทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และที่สำคัญยังมีประสบการณ์การเป็นเซทเทิลเมนท์แบงก์ให้กับตลาดที่ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์อีกด้วย" นายยุทธเดช กล่าว