วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus

SET ผันผวนรอผลประชุม ECB

SET View

- แนวโน้มวันนี้เป็นกลาง มองกรอบเคลื่อนไหว 1,530 – 1,540 จุด

SET มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบแคบไร้ทิศทางไปจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องมาตรการ QE ของยุโรป ซึ่งจะทราบผลหลังการประชุม ECB วันพฤหัสที่ 22 ม.ค. นี้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติคงขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 อีก 800 ล้านบาทบ่งบอกว่าหากมีการออก QE ตามที่ตลาดคาด เม็ดเงินอาจไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไม่มาก กอปรกับเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อยและอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีปรับขึ้นมาที่ 2.81% เพิ่มขึ้น 14bps จาก 2 วันก่อนบ่งบอกว่าอาจไม่มีเม็ดเงินไหลเข้าจริง และควรระวังการขายทำกำไร (Sell-On-Fact) ในวันศุกร์ หลังทราบผลการประชุม ECB (ราว 3 ทุ่มของคืนวันพฤหัส) หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ประกาศงบแล้วเป็นไปตามคาด และเสี่ยงต่อการถูกปรับลดประมาณการลง (BAY KBANK SCB) จะกดดันหุ้นกลุ่มธนาคาร ทางเทคนิค SET อยู่ระหว่างการแกว่งตัวเพื่อสร้างฐานมีกรอบด้านบนแถว 1530-1545 จุด และกรอบด้านล่างแถว 1500-1515 จุดหลุดจากกรอบดังกล่าวจะเกิดการ Break out (ขึ้น/ลง)

- กลยุทธ์การลงทุน เก็งกำไรระยะ 1-2 วัน ทยอยขายทำกำไรหรือหาจังหวะขึ้นขาย-ลงซื้อ หาก SET ปิดต่ำกว่า 1530 จุดควรชะลอการลงทุน

- Top Daily Pick: RS (ผลประกอบการปกติจะโตก้าวกระโดดในปี 58 จากการปรับขึ้นค่าโฆษณากว่า 5 เท่าตัวมีผลตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป) RML (ราคาหุ้นซื้อขายเพียง 6xP/E’58 ถูกสุดในกลุ่ม มีงานในมือรอรับรู้รายได้กว่า 70% ของคาดการณ์รายได้)

- Technical Pick: THCOM WIN PTTGC PF BLAND

- Theme Play: กลุ่มโรงกลั่น (BCP PTTGC TOP) ผลประกอบการปกติมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อน Stock loss ไปแล้ว /หุ้นปันผลเด่น (ADVANC INTUCH MFEC EGCO RATCH SMPC SIRI LH QH) /TRUE (เตรียมขายสินทรัพย์ขนาดไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาทเข้ากองทุน TRUEIF เพิ่ม คาดแล้วเสร็จเดือนมี.ค.) /หุ้นที่ชนะตลาด 2 สัปดาห์ติดกัน (FVC IFEC DEMCO SAMART SEAFCO SYNTEC TRC UNIQ BAY DCON IHL MONO PREB RCL)

รายงานวันนี้

Preview : NBC (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 6 บาท) ช่อง Nation TV ดันกำไรฟื้นตัว

Preview : SMPC (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 79 บาท) แนวโน้มผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง

Strategy Talk

- ระวัง Sell-On-Fact หลังการประชุม ECB วันที่ 22 ต.ค.นี้

•การประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันพฤหัสที่ 22 ม.ค. เรามองว่าตลาดให้ความคาดหวังต่อการออกมาตรการ QE มากกว่าทุกครั้ง หลังจากผิดหวังมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ประธาน ECB แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความวิตกต่อการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของยุโรป ขณะที่ตลาดค่าเงินและดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปเริ่มสะท้อนความคาดหวังดังกล่าว สังเกตจากค่าเงินยูโรได้อ่อนค่าทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 10 ปีที่ 1.15 ยูโรต่อดอลลาร์ หลุดลงจากกรอบปกติที่แกว่งตัวอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 EU/USD เป็นเวลากว่า 10 ปี ขณะที่ดัชนี DAX เยอรมัน (ประเทศที่คาดจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ QE มากที่สุด) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติกาลยืนเหนือ 10,000 จุดได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา

•หากมีการออกมาตรการ QE เกิดขึ้นจริง คงต้องใช้ระยะเวลากว่าที่จะมีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบ การตอบสนองของตลาดต่อแถลงการณ์วันที่ 22 ม.ค. สำหรับตลาดยุโรปเราสามารถคาดได้ว่ามีความเสี่ยงทางขาลงไม่ว่า (1) เป็นข่าวดี คือออก QE ในวงเงิน 5 แสนล้านยูโรหรือสูงกว่า และสามารถขยายวงเงินได้ (Open-ended) เราคาดหมายการ Sell-On-Fact (ขึ้นแรงแล้วถูกขายทำกำไรลงมา) หรือ

(2) เป็นข่าวร้าย คือไม่มีการออก QE หรือออก QE แบบจำกัดวงเงิน (Defined) เราคาดหมายการ Sell off (ปรับตัวลงมาทันที) แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยจะซับซ้อนกว่าเนื่องจาก SET ในช่วงที่ผ่านมาได้แรงหนุนจากนักลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสถาบันที่เข้ามาซื้อสุทธิกว่าต้นปีแล้วถึง 1 หมื่นล้านบาท ราว 3 เท่าตัวที่ซื้อสุทธิในเดือนม.ค.ปีก่อน การตอบสนองเชิงลบหลังผลการประชุมอาจมีน้อยกว่าและคาดการณ์ได้ยากกว่า

•การที่นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิเกือบ 2 หมื่นล้านบาทจากต้นปี ด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศยังคงอ่อนแอและฟื้นตัวได้ช้า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีโอกาสถูกปรับลดลงต่อเนื่อง และการประเมินมูลค่ายังไม่ถูก เราจึงไม่คาดหมายนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในระยะเวลาอันใกล้ การเคลื่อนไหวของ SET ภายหลังการประชุมน่าจะได้รับอิทธิพลจากแรงซื้อ-ขายของนักลงทุนสถาบันซึ่งโดยสถิติมีความเสี่ยงถูกขายทำกำไรออกมา ในทางเทคนิคคาดว่า SET คงแกว่งตัวไร้ทิศทาง เพื่อรอตอบสนองต่อข่าวการทำ QE ครั้งนี้ หากเป็นข่าวดีอาจขึ้นไปจบรอบแถว 1550 จุด +/- และในทางกลับกันหากเป็นข่าวร้าย อาจต้องกลับลงมาสร้างฐานแถว 1500 จุด

•อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวลงมาตลอดที่ 2.8% ลดลงจากต้นปีที่ระดับ 3% เป็นสัญญาณบ่งชี้เงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย ซึ่งบางส่วนอาจเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยหากมีการปรับฐานลงมาถูกกว่านี้หรือเห็นพัฒนาการเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นจัดเจน และอาจเป็นปัจจัยหนุน SET ในระยะต่อไป ทำให้การปรับฐานของ SET ไม่น่าจะลงแรง ถึงแรงก็จะไม่นาน (คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 15 ธ.ค.ปีก่อน)

•ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำทยอยสะสมหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงระดับ 4% ขึ้นไปซึ่งจะช่วยจำกัด Downside หาก SET มีการปรับฐาน แนะนำหุ้นกลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH MFEC), โรงไฟฟ้า-พลังงาน (EGCO RATCH SMPC) และพัฒนาที่อยู่อาศัย (SIRI LH QH)