(รายงาน) "ผลของน้ำมันจะเป็นปัจจัยบวกต่อเรา ทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น" บัณฑิต นิจถาวร
นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) อดีตรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เครือเนชั่น” ถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันที่จะส่งผลถึงเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร ก่อนอื่นต้องเข้าใจในวัฏจักรของเศรษฐกิจโลกก่อน เพราะ “ไทย” เป็นประเทศ เศรษฐกิจ “เล็ก” และ “เปิด” ผลจากเศรษฐกิจโลกย่อมส่งต่อถึงเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก
นายบัณฑิต กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ มีประเด็นที่ต้องจับตา เพราะอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 3 เรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น
เรื่องแรก คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงกว่าครึ่งภายในระยะเวลาที่ไม่นานนัก ทำให้ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันลดต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เรื่องนี้ถือว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะการบริโภคของคนชั้นกลาง
“ผลของน้ำมันจะเป็นปัจจัยบวกต่อเรา ทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันมีจำนวนมากกว่าผู้ส่งออกน้ำมัน ตรงนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นที่ดีของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งราคาน้ำมันที่ถูกลง ก็ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลง การท่องเที่ยวก็น่าจะได้ประโยชน์ด้วย”
สำหรับประเทศไทย หากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับลดลงเท่ากับราคาตลาดโลก จะทำให้ผู้มีเงินเหลือเก็บออมเพิ่ม และยังสามารถนำเงินตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้ด้วย ข้อสังเกตง่ายๆ คือ เรานำเข้าน้ำมันปีละ 1.2 ล้านล้านบาท หมายความว่าราคาน้ำมันที่ถูกลง 30% ทำให้เราประหยัดเงินได้ถึง 3-4 แสนล้านบาท เงินส่วนนี้สามารถนำไปบริโภคอย่างอื่นได้อีกมาก ทั้งยังเกิดตัวคูณ(มัลติพลายเออร์) ในระบบเศรษฐกิจด้วย
นอกจากนี้ ถ้าดูดัชนีการบริโภคเดือนล่าสุดที่ออกมา เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น สะท้อนถึงความมั่นใจของคนในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการบริโภคในปีนี้ จึงน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง
อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่ปรับลง มีผลทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรบางชนิดปรับลดลงตาม กระทบต่อรายได้ของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งอาจมีผลต่อการบริโภคบ้าง เรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐว่าจะมีแนวทางใดในการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ได้บ้าง
“เชื่อว่าราคาน้ำมันน่าจะทรงตัวระดับต่ำไปอีกพักหนึ่ง เพราะคงใช้เวลากว่าจะหาจุดดุลยภาพใหม่ได้ ถ้าราคาน้ำมันต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน เพราะคนจะมีเงินเหลือเก็บจากราคาน้ำมันที่ลดลง เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้อีกมาก”
ส่วนเรื่องที่สอง คือ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินโลก ซึ่งในปีนี้มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ต้นทุนของเศรษฐกิจโลกแพงขึ้น หลังจากคุ้นเคยกับดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% มาเป็นเวลานาน ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และ ยุโรป อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี) เพิ่ม
ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่สาม เป็นผลพวงตามมาจากเรื่องที่หนึ่งและสอง ทำให้เกิดการปรับฐานด้านราคาของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ราคาสินทรัพย์ต่างๆ อย่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงทั่วโลกก็เป็นผลพวงจากการปรับพอร์ตของผู้ลงทุน ปีนี้จึงมีความเสี่ยงในเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายด้วย
ทั้งหมดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ต้องจับตา เพราะผลที่มีต่อเศรษฐกิจแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่ในทั้ง 3 การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ยังมี “มุมร้อน” ที่ต้องติดตามเพิ่มเติม คือ เรื่องของกรีซ รัสเซีย และประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้สูง แต่รายได้จากการขายน้ำมันลดลง จึงต้องดูว่าประเทศเหล่านี้จะเข้าสู่การพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงแต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก
อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เชื่อว่า จะเป็นผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการลดลงของราคาน้ำมัน เพียงแต่เศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ต้องขึ้นกับว่าภาครัฐจะฉกฉวยโอกาสเหล่านี้ไว้อย่างไร
“เท่าที่ประเมินภาพรวม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเทิร์นอะราวด์สูง โดยเฉพาะภายใต้ราคาน้ำมันที่ลดลง ถามว่ารัฐบาลควรทำอย่างไรในภาวะที่มีตัวช่วยแบบนี้ ผมคิดว่าเราควรทำ 3 เรื่อง คือ เร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้ออกมาโดยเร็ว และต้องเป็นโครงการที่ดี มีความโปร่งใส ขอแค่โครงการใหญ่ๆ ที่ดีเพียงโครงการเดียว จะดึงดูดความเชื่อมั่น สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อความมั่นใจของผู้ลงทุนได้ทันที”
เรื่องที่สอง คือ นโยบายเศรษฐกิจมหภาคถือว่ามีความสำคัญ ต้องมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่กำลังดีขึ้น ให้มีแรงเสริมเพิ่มเติมผ่านการใช้จ่ายด้านงบประมาณ
สุดท้าย คือ ภาครัฐควรมีมาตรการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำด้วย เพราะในภาวะที่รายได้เกษตรกรลดลง แรงบีบคั้นที่ส่งไปภาครัฐจะยิ่งมีมากขึ้น
สำหรับความเห็นที่มีต่อนโยบายการเงินนั้น เชื่อว่าอย่างน้อยในการประชุม 2 ครั้งแรกของปีนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ยังไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบาย และการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ อย่างน้อยจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงภาพเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี หลังจากนั้นจึงค่อยมาวิเคราะห์ถึงความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินในช่วงครึ่งปีหลังอีกที
“แม้ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ระดับต่ำ และมีความเสี่ยงที่จะหลุดกรอบล่างของเป้าหมาย แต่โดยส่วนตัวมองว่านโยบายการเงินไม่จำเป็นต้องไปทำอะไร เพราะต้องดูภาพรวมเศรษฐกิจด้วยว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลงกว่าเดิมหรือไม่ อีกอย่างเท่าที่สอบถามนักธุรกิจ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มองว่าดอกเบี้ยเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ”
สำหรับความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยนั้น มองว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความมั่นใจของทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุน ในส่วนของผู้บริโภคเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นล่าสุดที่เริ่มดีขึ้น เพียงแต่ในส่วนของความเชื่อมั่นต่อการลงทุนยังไม่สู้ดีนัก สิ่งสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นเหล่านี้ได้ ต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐว่า จะสามารถผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน
เวลานี้ปัจจัยทุกอย่างเอื้อให้เอกชนลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำ ราคาน้ำมันที่ถูกลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศลดลง อีกทั้งสภาพคล่องในระบบการเงินมีเหลือเฟือ และบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ก็มีกำไรสุทธิค่อนข้างมาก แต่สาเหตุที่ภาคเอกชนเหล่านี้ยังไม่ลงทุน เพราะต้องการรอดูความชัดเจนจากภาครัฐว่า โครงการลงทุนของรัฐจะออกมาในรูปแบบไหน และอย่างไร
“ภาคเอกชนเราลงทุนไม่ค่อยต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอินฟาสตรัคเจอร์ที่ยังไม่มาก ทำให้เอกชนลงทุนไม่ถูก เนื่องจากเทคโนโลยีมีให้เลือกเยอะ เขาก็ต้องเลือกให้เข้ากับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังดำเนินการ เมื่อโครงการเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจน ภาคเอกชนจึงไม่กล้าลงทุน ดังนั้นสิ่งสำคัญสุด คือ ความชัดเจน รัฐบาลสามารถปลดล็อกเรื่องเหล่านี้ได้โดยการสร้างความชัดเจนของโครงการลงทุน”









