เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดชะงัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลประยุทธ์ตั้งเป้าพัฒนาเป็นพื้นที่นำร่อง 5 เขตเศรษฐกิจชายแดน
เปิดผลศึกษาพบปัญหาอื้อ ทั้งการเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ยอมกระจายอำนาจ นายกเล็กแนะต้องเดิน 2 ขาควบคู่กัน ทั้งยกฐานะเป็น อปท.แบบพิเศษและลุยปลดล็อกอุปสรรคสร้างเขตเศรษฐกิจ วอนจัดครม.สัญจรแม่สอดรับทราบปัญหาที่แท้จริง
หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ กนพ.ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติเห็นชอบพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการพัฒนาเป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ระยะแรกรวม 5 พื้นที่ ได้แก่ ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก, ชายแดน จ.มุกดาหาร, ชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, ชายแดน จ.ตราด และชายแดน อ.สะเดา จ.สงขลา นั้น
ปรากฏว่าห้วงเวลาที่ผ่านมาหลายเดือนยังไม่มีความคืบหน้าการทำงานในระดับพื้นที่เลยแม้แต่น้อย
มีเพียงความพยายามขับเคลื่อนในระดับนโยบาย เช่น มติ กนพ.ครั้งที่ 2/2557 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ให้ความเห็นชอบขอบเขตพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 5 พื้นที่ ครอบคลุม 36 ตำบล 10 อำเภอ พื้นที่รวม 1.83 ล้านไร่ หรือ 2,932 ตารางกิโลเมตร เป็นต้น
โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด ซึ่งตามแผนจะครอบคลุมพื้นที่ 14 ตำบล 886,875 ไร่ หรือ 1,419 ตารางกิโลเมตร ใน อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ทั้งๆ ที่มีการผลักดันแผนงานมายาวนาน และรัฐบาลต้องการให้แม่สอดเป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่อง" หนึ่งใน 5 แห่งที่เริ่มทำโครงการพัฒนาได้ทันที
ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ยกฐานะเทศบาลนครแม่สอดเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) รูปแบบพิเศษ "นครแม่สอด" โดยยุบรวม อปท.ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพแก่ประชาชนและรองรับการเจริญเติบโตของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการนครแม่สอด พ.ศ. ....
แน่นอนว่าการยกฐานะเทศบาลนครแม่สอด เป็น อปท.รูปแบบพิเศษ ก็คือการเตรียมการเพื่อรองรับการพัฒนา "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ไปพร้อมกันด้วย แต่การดำเนินการทั้งสองขา (อปท.รูปแบบพิเศษ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ) กลับหยุดชะงัก ไม่สามารถผลักดันให้เกิดความคืบหน้าได้จากสารพัดปัญหาในท้องถิ่น และการไม่ขับเคลื่อนกระจายอำนาจอย่างแท้จริงจากส่วนกลาง
ผลศึกษาพบ 6 ปัญหาทำพัฒนาสะดุด
จากผลศึกษาของหน่วยงานระดับท้องถิ่น พบว่า การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด และ อปท.รูปแบบพิเศษ "นครแม่สอด" ประสบปัญหาจนไม่มีความคืบหน้ามานานนับสิบปี มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.การเมืองระดับชาติเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง 2.หน่วยราชการไม่กล้าตัดสินใจ 3.ภาคราชการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนงาน ไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริง อยู่ในสภาพต่างคนต่างทำ
4.สะพานข้ามแดน (แม่สอด-เมียวดี) แห่งที่ 2 ไม่สามารถก่อสร้างได้ โครงการหยุดชะงักนานกว่า 7 ปี ขณะที่สะพานแห่งที่ 1 ก็ไม่มีความคืบหน้าเรื่องการซ่อมแซม ทำให้รถขนสินค้าขนาดใหญ่ผ่านไม่ได้ 5.ปัญหาเรื่องผังเมือง ส่งผลกระทบต่อการจัดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 6.การขยายท่าอากาศยานแม่สอดมีปัญหา ไม่คืบหน้าเช่นเดียวกับสะพาน เพราะติดปัญหาเรื่องที่ดินโดยรอบ และ 6.ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
จุดแข็งแม่สอดส่งสินค้าเข้าเอเชียกลาง
นายเทอดเกียรติ ชินสรนันท์ อดีตนายกเทศมนตรีนครแม่สอด (หมดวาระ) ซึ่งเป็นผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งนี้มานานหลายสิบปี กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จริงๆ พูดกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว เพราะแม่สอดถือเป็นชายแดนที่มีจุดแข็งสำคัญของประเทศ 2 ประการ คือ
1.สามารถเชื่อมโยงการค้าไปยังเมียนมาร์ และอินเดีย หรือพื้นที่เอเชียกลางได้ จึงเป็นทางผ่านของสินค้าจากลาว เวียดนาม ผ่านมุกดาหาร ข้ามมายังแม่สอด กับ 2.แรงงานราคาถูก และยังเป็นต้นน้ำของแรงงาน
อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของแม่สอด คือ ระบบโลจิสติกส์ไม่ดี ถนนคดเคี้ยว ทำให้การขนส่งทำได้ยากลำบาก
"รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่าไวมาก อนุมัติให้เจาะอุโมงค์เพื่อลดความคดเคี้ยวของถนนจากตากถึงแม่สอด และทำรถไฟทางคู่จากมุกดาหารสู่แม่สอด ตามนโยบายอีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ รับสินค้าจากลาว ดานัง ประเทศเวียดนาม หรือแม้แต่เกาหลี ข้ามมาแม่สอด ส่งต่อไปอินเดีย พม่า"
อิทธิพลท้องถิ่นทำพัฒนาสะดุด
นายเทอดเกียรติ กล่าวต่อว่า เรื่องโครงการพัฒนาจากส่วนกลางไม่ใช่ปัญหา เพราะมีการอนุมัติมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพแม่สอด-เมียวดีแห่งที่ 2 การขยายสะพานมิตรภาพฯแห่งที่ 1 การปรับปรุงสนามบิน และขยายรูทการบินไปยังเมียนมาร์ ทั้งย่างกุ้ง เมาะตะมะ แต่ปัญหาทั้งหมดกลับติดขัดที่ระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องใช้อำนาจจากหน่วยราชการส่วนกลางในการแก้ไข
"อย่างการขยายสะพานเพื่อให้ขนถ่ายสินค้าได้ไวขึ้น ปัจจุบันใช้เวลา 1 วัน เข้าวันหนึ่ง ออกวันหนึ่ง เรียกว่าไปวันมาวัน มูลค่าสินค้า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ฉะนั้นถ้าขยายสำเร็จ มูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ที่ผ่านมาขยายไม่ได้ สะพานแห่งที่ 2 ก็สร้างไม่ได้ จึงต้องขนสินค้าโดยไม่ผ่านด่านศุลกากร ใช้ช่องทางพิเศษ ข้ามแพต่างๆ มูลค่าการค้ารวมๆ แล้วปีละ 2 แสนล้านบาท"
"ในแม่น้ำเมยมีท่าเรือ 20 ท่า การขนสินค้าขนาดใหญ่ที่ขึ้นสะพานไม่ได้ก็ต้องผ่านท่าพวกนี้ ขณะที่ฝั่งเมียนมาร์ไม่ใช่พื้นที่อิทธิพลของรัฐบาล กลาง แต่อยู่ในความครอบครองของกะเหรี่ยง มีเพียงเมียวดีที่เป็นของรัฐบาลพม่า ฉะนั้นถ้าสะพานเสร็จ ผู้ที่ได้ประโยชน์อยู่ก็จะเสียประโยชน์" นายเทอดเกียรติ ระบุ
ส่วนกลางรวบอำนาจ-พื้นที่ไร้อำนาจ
อดีตนายกเทศมนตรีนครแม่สอด กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่รัฐบาลปักธง คือ จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและยกฐานะ อปท.รูปแบบพิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมของพื้นที่ แต่อยากสะท้อนสภาพปัญหาที่แท้จริงให้ทราบว่า เหตุใดการพัฒนาดังกล่าวจึงไม่เกิด
"เฉพาะเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ การบริหารจัดการในพื้นที่เหมือนเราเปิดร้าน แต่ไม่มีคน เพราะทุกอย่างอยู่ กทม.หมด อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ที่ผ่านมามีการตั้งอนุกรรมการ 3 ชุด เพื่อติดตามความคืบหน้าด้านต่างๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน วันสต็อปเซอร์วิส และภาษีอากร แต่อำนาจตัดสินใจไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ผมไปดูงานที่จีน มาเลเซีย ดานัง (เวียดนาม) เขามีบอร์ดในพื้นที่รับผิดชอบ การออกใบอนุญาตต่างๆ ทำในพื้นที่ได้เลย แต่ตามโรดแมพของเราอีก 3 ปีจึงจะตั้งคณะทำงาน เพราะ 3 ปีแรกรัฐบาลกลางจะทำเองทั้งหมด"
"ผมมองว่าส่วนกลางกับท้องถิ่นน่าจะเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่สร้างถนนให้เสร็จก่อนแล้วจึงสร้างบ้าน แต่ทั้งบ้านและถนนสร้างไปพร้อมๆ กันได้ ฉะนั้นต้องให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง" นายเทอดเกียรติ กล่าว
วอนจัดครม.สัญจรที่แม่สอด
ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นแม่สอด ให้ข้อมูลอีกว่า ที่ดินที่จะพัฒนา เช่น กันพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจ หรือขยายสนามบิน วันนี้ราคาพุ่งจากไร่ละ 1-2 แสนบาท เป็น 4-7 ล้านบาทแล้ว งบที่ได้รับมาจึงไม่เพียงพอกับราคาที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไป
"ราคาที่ดินวันนี้ ถ้าเป็นของเอกชนก็ไร่ละ 47 ล้าน ถ้าเป็นของรัฐ ชาวบ้านก็เข้าไปจับจองหมดแล้ว แถมยังถือเอกสารสิทธิ์ประเภทที่ไม่สามารถทำโครงการก่อสร้างได้ ทำได้เฉพาะเกษตรกรรมเท่านั้น นี่คือสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ เพราะท้องถิ่นไม่มีอำนาจ"
เขาย้ำว่า ปัญหาเหล่านี้อยากให้รัฐบาลมาดู เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องมีโรงงาน แต่เอกสารสิทธิ์ที่ดินกลับสร้างโรงงานไม่ได้ จะทำอย่างไร ผังเมืองต้องเปลี่ยนหมด นักลงทุนถ้าเข้ามาลงทุนแล้วสร้างอะไรไม่ได้ จะเข้ามาทำอะไร
"ผมอยากให้มีการจัดประชุมครม.สัญจรที่แม่สอด เพื่อให้รัฐบาลได้ทราบปัญหาอย่างแท้จริง" นายเทอดเกียรติ ระบุ
นายเทอดเกียรติ บอกด้วยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมยังทราบว่า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการนครแม่สอดฯ จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปี 58 นี้ ฉะนั้นอยากให้เขียนกฎหมายให้มีการกระจายอำนาจจริงๆ ด้วย
สนช.เตรียมลงพื้นที่รับทราบปัญหา
ด้านแหล่งข่าวจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือน ม.ค.นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครองท้องถิ่น สนช. ซึ่งมี พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง เป็นประธาน และอนุ กมธ.บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะเดินทางลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาและติดตามความคืบหน้าการดำเนินการรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ และนครแม่สอด ในฐานะ อปท.รูปแบบพิเศษ









