คาด 4Q57 ขาดทุนเพิ่ม
ราคาน้ำมันดิบปรับลด ฉุด 4Q57 ขาดทุนเพิ่ม
มีโอกาสปรับลดประมาณการผลประกอบการปี 2557 ลงจาก การรับรู้ Stock Loss ใน 4Q57 ที่มากกว่าคาด ซึ่งจะทำให้ 4Q57 มีขาดทุนมากกว่า 3Q57 ที่มีผลขาดทุน 2.2 พันล้านบาท โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบบเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 65 – 70 เหรียญต่อบาร์เรล แม้เราคาดหมายจะเห็นการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในช่วงปลายปีจาก Demand ตามฤดูกาล รวมทั้งความกังวลที่ลดลงต่อกำลังผลิต Shale Oil ในสหรัฐฯ หลังราคาน้ำมันดิบปรับลงจนทำให้ผู้ผลิต Shale Oil ที่มีต้นทุนการผลิตสูง มีการทบทวนแผนการลงทุน แต่เราเชื่อว่า 4Q57 บริษัทจะยังมี Stock Loss ในระดับ 5.7 – 7.3 พันล้านบาท สมมติฐานราคาน้ำมันดิบปิดสิ้น 4Q57 ที่ 70 – 75 เหรียญต่อบาร์เรล
แต่กำไรปกติฟื้นตัว
หากไม่รวมผลจาก Stock Loss เราคาดหมายจะเห็นกำไรปกติที่ฟื้นตัว โดยธุรกิจหลักยังคงได้ประโยชน์จากกำลังกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 85% ใน 3Q57 เนื่องจากไม่มีแผนหยุดซ่อมใหญ่ และค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่ม จาก Crude Premium ที่ลดลง จากปัญหาอุปทานส่วนเกิน และ Demand ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ทำให้ปัจจุบันค่าการกลั่นตลาดสิงค์โปร์ 4Q57QTD อยู่ที่ 7 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 46%QoQแม้จะมีปัจจัยลบจากส่วนต่างราคาพาราไซลีนที่ลดลง 33%QoQ แต่เรายังเชื่อว่ากำไรปกติจะปรับเพิ่มQoQ เนื่องจากธุรกิจการกลั่นมี EBITDA ในสัดส่วน 55% – 60% ของ EBITDA รวม
คาดกำไรสุทธิปี 2558 ฟื้น แต่ยังมีความเสี่ยง
เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2558 ไว้ที่ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% ภายใต้สมมติฐานค่าการกลั่นพื้นฐาน (Market GRM) ที่ 5 เหรียญต่อบาร์เรล ทรงตัว YoYและส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์ (P2F) ที่ 60 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้น 13%YoY (ส่วนต่างราคาพาราไซลีนที่ 300 เหรียญต่อตัน)ขณะที่อัตราผลิตปรับเพิ่มทุกหน่วยเนื่องจากไม่มีหยุดซ่อมใหญ่เหมือนปี 2557 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหน่วยกลั่นที่คาดว่าจะมีกำลังกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 95% ในปี 2557 เป็น 102% ในปี 2558 ด้านราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะปิดสิ้นปี 2557 ต่ำ จะทำให้ความเสี่ยงต่อการรับรู้ Stock Loss ในปี 2558 ลดลง อย่างไรก็ตามความผันผวนของ Margin ทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี จากกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาวะอุปทานส่วนเกิน ยังคงเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด
ระยะสั้นยังมีปัจจัยลบกดดันการฟื้นตัวของราคาหุ้น
แม้การประเมินผลประกอบการเป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่ความเสี่ยงจากปัญหากำลังผลิตใหม่และอุปทานส่วนเกิน ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี จะยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ Margin ของธุรกิจมีความผันผวน และอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการผลประกอบการและมูลค่าที่เหมาะสมในอนาคต ด้านราคาหุ้น แม้ปัจจุบัน TOP จะซื้อขายอยู่ที่ 0.97xPBV เท่านั้นต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี (นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปลายปี 2551) แต่การคาดหมายผลประกอบการ 4Q57 ที่คาดว่าจะขาดทุนเพิ่ม QoQจะเป็นปัจจัยกดดัน









